Movement

เปิดพื้นที่คุยเรื่องเพศในห้องเรียนที่ปลอดภัย ลดปัญหาคุณแม่วัยใส

พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ทำงานกันอย่างบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเรียน หนึ่งในนั้นคือกระทรวงศึกษาธิการที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดหลักสูตรเรื่องเพศวิถีศึกษา แต่หลักสูตรเพศวิถีศึกษากลับไม่ประสบความสำเร็จนักในเชิงปฏิบัติ เห็นได้จากปัญหาแม่วัยรุ่นที่ยังคงเป็นประเด็นในสังคมอย่างต่อเนื่อง 

หลักสูตรเพศศึกษาขาดพื้นที่เพื่อการเรียนรู้

ที่จริงแล้ววัตถุประสงค์ของหลักสูตรเพศศึกษาที่ถูกกำหนดโดยหลักสูตรแกนกลางคือ การป้องกันและแก้ปัญหาสังคมอย่างการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น หรือการติดเชื้อ HIV แต่การเรียนการสอนกลับไม่ได้เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ต้นเหตุของปัญหา เนื่องจากไม่สามารถสื่อสารเรื่องเพศในเชิงบวกได้ อีกทั้งยังขาดประเด็นเรื่องสิทธิทางเพศและเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ทำให้พื้นที่ในการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาถูกจำกัด ไม่สามารถตอบโจทย์การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญคือ ‘ทัศนคติ’ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงตัวนักเรียนเองที่ถูกทำให้ไม่เห็นความสำคัญของความรู้เรื่องเพศ เมื่อผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญกับเพศศึกษาในโรงเรียนก็ส่งผลให้ชั่วโมงเรียนและสื่อการเรียนไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร และวิธีการสอนของครูมักเน้นการบรรยายเป็นหลัก หลายครั้งทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างจำกัดและตีตราไปพร้อมกัน จึงไม่มีพื้นที่ให้นักเรียนได้ถกถามหรือแสดงความคิดเห็นเรื่องเพศอย่างอิสระมากนัก ทั้งที่เป็นความรู้ใกล้ตัวที่สุดที่คนคนหนึ่งจะทำความเข้าใจและจัดการกับร่างกายตนเองได้อย่างเหมาะสม

เมื่อเพศศึกษาในห้องเรียนไม่ตอบโจทย์ นักเรียนจึงต้องอาศัยแหล่งความรู้นอกห้องเรียน ซึ่งแหล่งข้อมูลยอดนิยมอย่างอินเทอร์เน็ตอาจไม่ถูกต้องเสมอไป จะหันไปถามคุณครูก็อาจถูกมองว่าเป็นเด็กหมกมุ่นเรื่องเพศ จะหันไปหาผู้ปกครองก็อาจถูกห้ามไม่ให้รับรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ไปเสียเลย และเมื่อเด็กคนหนึ่งเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาก็จะถูกสังคมตีตราต่อไปอีกว่า ไม่รู้จักป้องกัน กลายเป็นความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นไม่จบสิ้นหากไม่ปรับเปลี่ยนวิชาเพศศึกษาให้เท่าเทียมกับความรู้ด้านอื่นต่อไป

คุณแม่วัยรุ่น: ทางเลือกและอนาคตที่จำกัด

จากรายงานศึกษาวิจัยภายใต้ ‘โครงการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์เพื่อการดูแลเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสในกรณีที่ปัญหามีความซ้ำซ้อน’ สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า แม่วัยรุ่นคือหนึ่งในกลุ่มเด็กเปราะบางทางสังคมที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแม่วัยรุ่นมักพ่วงมาด้วยการถูกละเมิดทางเพศถึง 54.55 เปอร์เซ็นต์

ปัญหาหลักปัญหาที่เกี่ยวข้อง
การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น– ถูกละเมิดทางเพศ (48%)
– ได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม (32%)
– ครอบครัวยากจน (24%)
– ถูกทารุณกรรมทางเพศ โดยบุคคลภายนอกครอบครัว (20%)
แม่วัยรุ่นไม่พร้อมในการเลี้ยงดูบุตร– ถูกละเมิดทางเพศ (54.55%)
– ได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม (45.45%)
– ครอบครัวยากจน (36.36%)
– ถูกทารุณกรรมทางเพศ โดยบุคคลภายนอกครอบครัว (27.27%)

สถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นอกจากความรู้เรื่องพัฒนาการของร่างกายและความแตกต่างระหว่างหญิงชายแล้ว ทักษะการใช้ชีวิตเพื่อดูแลตัวเองเรื่องเพศก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน แต่เมื่อสถานะ ‘แม่วัยรุ่น’ ถูกตีตราและปิดกั้นอยู่เสมอในพื้นที่การศึกษา ทำให้การเรียนรู้วิธีป้องกันก่อนจะเกิดปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับความสำคัญไปด้วย 

แม่วัยรุ่นจึงเหลือทางเลือกด้านการศึกษาอยู่แค่ 2 ทาง คือ พักการศึกษาหรือศึกษาต่อนอกระบบ (กศน.) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทัศนคติเรื่องชื่อเสียงของโรงเรียนที่ทำให้แม่วัยรุ่นไม่ได้เรียนต่อ ทั้งที่จริงแล้วแม่วัยรุ่นยังถือว่าเป็นประชากรวัยเรียน หากไม่ได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษามากพอก็อาจกลายเป็นกลุ่มเปราะบางทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจต่อไป การแก้ปัญหาแม่วัยรุ่นที่หน่วยงานด้านการศึกษาสามารถทำได้คือ การให้ความสำคัญกับหลักสูตรเรื่องเพศศึกษาตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นเอง

เพศศึกษาไม่ควรปิดกั้นต้นเหตุของปัญหา

ในชีวิตของนักเรียนคนหนึ่งไม่ได้มีแค่การเรียนรู้ไปตามหลักสูตรการศึกษาเท่านั้น เพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สำคัญมาทุกยุคทุกสมัย ยิ่งในยุคสมัยที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วเท่าใด ความรู้ในพื้นที่การศึกษายิ่งต้องตามให้ทันเช่นกัน

โจทย์สำคัญสำหรับการพัฒนาหลักสูตรเพศศึกษาจึงอยู่ที่การขยายพื้นที่ในการเรียนรู้ พร้อมๆ กับการปรับทัศนคติของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้วัยรุ่นในวัยเรียนสามารถเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องได้ตั้งแต่ในห้องเรียน ทำให้การเรียนรู้เรื่องเพศเป็นเรื่องปกติที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้รอบด้านในการใช้ชีวิตทางเพศของตนเอง และถึงแม้ว่าจะกลายเป็นคุณแม่วัยใสไปแล้ว แต่สังคมและคนรอบข้างควรให้โอกาสด้วยการช่วยเหลือและส่งเสริมอย่างเหมาะสม เพื่อให้ชีวิตของนักเรียนคนหนึ่งไม่หลุดจากระบบการศึกษาไปอย่างถาวร

อ้างอิง
  • รายงานโครงการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์เพื่อการดูแลเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสในกรณีที่ปัญหามีความซ้ำซ้อน สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
  • รายงานผลการวิจัยเพื่อทบทวนการสอนเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาไทย โดย UNICEF ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล

related post

เปิดพื้นที่คุยเรื่องเพศในห้องเรียนที่ปลอดภัย ลดปัญหาคุณแม่วัยใส

สถานะ ‘แม่วัยรุ่น’ ถูกตีตราและปิดกั้นอยู่เสมอในพื้นที่การศึกษา ทำให้การเรียนรู้วิธีป้องกันก่อนจะเกิดปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับความสำคัญ การพัฒนาหลักสูตรเพศศึกษาจึงควรขยายพื้นที่ในการเรียนรู้ พร้อมกับปรับทัศนคติบุคลากรที่เกี่ยวข้องไปด้วย