เข้าสู่ระบบ

รู้หรือไม่ว่าปัญหาสายตาของเด็ก ส่งผลกระทบต่อการเรียนหนังสือในระยะยาว มีเด็กหลายคนที่เข้าไม่ถึงการตรวจคัดกรองและการรักษา ทั้งๆที่ปัญหาสุขภาพสายตาของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญในการเรียน แม้ที่ผ่านมารัฐเองจะพยายามเติมเต็มส่วนต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เด็กเข้าสู่กระบวนการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ความคืบหน้า 80%

โครงการพัฒนาเครื่องมือและแนวทางการวัดประสิทธิผลของการแก้ไขความผิดปกติทางสายตาโดยการให้แว่นตาตามแนวทางของโครงการเด็กไทยสายตาดี

หลักการและเหตุผล

จากการศึกษาโดย กัลยา ตีระวัฒนานนท์ และคณะ (2555) ในปี 2554-2555 ซึ่งเป็นการประเมินความถูกต้อง และความเป็นไปได้ในการตรวจคัดกรองภาวะสายตาผิดปกติในเด็กระดับชั้นอนุบาลและประถมโดยคุณครู ศึกษาในโรงเรียนจํานวน 17 แห่ง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎรธานี ลําพูน นครพนม และสมุทรปราการสํารวจสายตาเด็กไทยอายุ 3-12 ปี พบเด็กที่มีภาวะสายตาผิดปกติร้อยละ 6.6 และจําเป็นต้องใส่แว่นสายตาร้อยละ 4.1 ในจํานวนนี้มีเด็กใส่แว่นแล้วก่อนหน้าการคัดกรองเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น แต่ปรากฏว่าแว่นเดิมที่เด็กใส่มีความถูกต้องตามค่าสายตาเด็กเพียงแค่ร้อยละ 0.25 ทั้งนี้ คาดว่าน่าจะมีเด็กที่มีสายตาผิดปกติ 5.7 แสนคน โดย 3.5 แสนคนจําเป็นต้องใส่แว่น มีเด็กที่ตัดแว่นแล้ว 8 หมื่นคน แต่ใส่แว่นถูกต้องกับค่าสายตาประมาณ 2 หมื่นคน ดังนั้นยังคงมีเด็กมากกว่า 3 แสนคนที่จําเป็นต้องใส่แว่น ทั้งนี้ภาวะสายตาที่ผิดปกติที่นําไปสู่ภาวะตาบอดในเด็กไทยเป็นกลุ่มโรคที่หลีกเลี่ยงได้ถ้าได้รับการตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาอย่างเหมาะสมทันเวลา (WHO, 2001 and CLansingh et al, 2013).

จากการศึกษาดังกล่าว กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพัฒนา โครงการเด็กไทยสายตาดี เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ ตามนโยบาย ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ปีงบประมาณ 2559-2560(โครงการเด็กไทยสายตาดี)ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมอนามัยเพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากนั้นการคัดกรองสายตาในเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ยังถูกบรรจุเป็นเป้าหมายในแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (service plan) พ.ศ. 2561-2565 ของกระทรวงสาธารณสุขด้วย มีสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สนับสนุนงบประมาณ ทั้งนี้ในปี 2559 สปสช. ได้รายงานว่ามีการประสานให้สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีเป็นศูนย์กลางในการจัดหาแว่นตาให้กับหน่วยบริการ สนับสนุนงบประมาณให้กรมอนามัยพัฒนาศักยภาพและกลไกเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ ตรวจคัดกรอง ตามแนวทางการดําเนินโครงการเด็กไทยสายตาดี รับรองโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสนับสนุนค่าตรวจคัดกรองและบริการรักษา โดยได้จัดสรรรวมในงบเหมาจ่ายให้หน่วยบริการ (คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาตา, 2559) อย่างไรก็ตามจากการติดตามผลการดําเนินงานของโครงการเด็กไทยสายตาดีพบว่ายังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการทั้งการวัดสายตา การส่งต่อเด็กที่มีปัญหาสายตาผิดปกติเพื่อเข้ารับการรักษา และรับแว่นสายตาที่สถานพยาบาล การแก้ไขปัญหาภาวะผิดปกติทางสายตาในเด็กตามโครงการเด็กไทยสายตาดี มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนในผลลัพธ์ ทางสุขภาพ ได้แก่ การลดภาวะตาบอด การแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติในเด็ก และเพิ่มคุณภาพชีวิตของเด็ก (WHO,2001) นอกจากนั้นยังพบว่ามีแนวโน้มในการเพิ่มผลลัพธ์ด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น เพิ่มอัตราการมาโรงเรียน และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีการศึกษาผลลัพธ์ที่นอกเหนือจากผลลัพธ์ทางสุขภาพที่เกิดจากการแก้ไขภาวิผิดปกติทางสายตา รวมถึงไม่มีเครื่องมือที่ใช้วัดผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างการแก้ไขภาวะผิดปกติทางสายตากับผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสําคัญในการสนับสนุนการปรับปรุง/ขยายโครงการเด็กไทยสายตาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มการมีส่วนร่วม หรือหุ้นส่วนในนโยบายสาธารณะที่มีเป้าหมายเดียวกันคือพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก ดังนั้นการพัฒนาหลักฐานเชิงประจักษ์สําหรับผู้กําหนดนโยบายนอกภาคสาธารณสุข ในกรณีนี้คือผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่เกิดจากการแก้ไขภาวะผิดปกติทางสายตาโดยการให้แว่นตาตามแนวทางของโครงการเด็กไทยสายตาดี จึงเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ที่มีความสําคัญ

วัตถุประสงค์หลัก เพื่อทบทวนองค์ความรู้และพัฒนาเครื่องมือ (ตัวชี้วัด) และแนวทางการวัดประสิทธิผล
ของการแก้ไขความผิดปกติทางสายตาโดยการให้แว่นฯ
วัตถุประสงค์ย่อย

1.ทบทวนบริบทของการดําเนินโครงการเด็กไทยสายตาดี ซึ่งรวมถึงนโยบายของหน่วยงานในระบบบริกาสาธารณสุข และปัญหาอุปสรรคของการดําเนินนโยบายดังกล่าว

2.ทบทวนการให้มาตรการ การติดตาม ตัวชี้วัด วิธีการวัด และประสิทธิผลของการแก้ไขความผิดปกติทางสายตาโดยการให้แว่นตาในเด็กประถมศึกษาที่ 1 (อายุประมาณ 6-7 ปี) ในต่างประเทศ โดยมุ่งศึกษาการวัดผลในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น ความสามารถในการอ่าน การเข้าเรียนที่เพิ่มขึ้น เป็นต้นมากกว่าผลทางการแพทย์ เช่น ความสามารถในการมองเห็น

3.ทบทวนตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในประเทศไทย ที่สามารถนํามาปรับใช้กับการวัดประสิทธิผลของโครงการให้แว่น เช่น ความสามารถในการอ่าน การเข้าเรียนที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น มากกว่าผลทางการแพทย์เช่น ความสามารถในการมองเห็น

4.พัฒนาเครื่องมือและแนวทางการวัดประสิทธิผลฯ

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดความต้องการ (establish the need)

ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์สถานการณ์ของนโยบาย โครงการ และทรัพยากร (situation analysis of policy, program and resources)

ขั้นตอนที่ 3 การตอบสนองทันทีทันใด (initial sensitization)

ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์สถานการณ์ของระบบการศึกษาของโรงเรียน (situation analysis of school education system)

ขั้นตอนที่ 5 การกำหนดเป้าหมายของโครงการ (Determine the goal of the program)

ขั้นตอนที่ 6 การวิเคราะห์ช่องโหว่ (gap analysis)

ขั้นตอนที่ 7 การพัฒนาแผนที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว (Develop plan with short medium and long term objectives and indicators)

ขั้นตอนที่ 8 การพัฒนากรอบการติดตามและแผนสำหรับการทบทวนและประเมินผลโครงการ (Develop a monitoring framework and plans for review and evaluation)

ขั้นตอนที่ 9 การกำหนดและสรรหาทรัพยากร (Identify and secure resources)

ขั้นตอนที่ 10 การพัฒนาคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Develop a manual of Standard Operating Procedure)

ขั้นตอนที่ 11 การนำร่องโครงการในพื้นที่ที่กำหนด (Pilot program in a defined setting or area)

ขั้นตอนที่ 12 การจัดทำความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน (Establish formal partnership)

ขั้นตอนที่ 13 การบริหารจัดการและธรรมาภิบาล (Management and governance)

ขั้นตอนที่ 14 การดำเนินโครงการ (Program implementation)

ขั้นตอนที่ 15 ระบบการติดตามและประเมินผล (Monitoring system and evaluation