Movement

“จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 62 สู่นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา”

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ.

ดร.ประสาร เตือนอย่าตกหลุมพรางว่างานของกสศ.ซ้ำซ้อนจนตัดงบประมาณระบุเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข(CCT) แก้เหลื่อมล้ำตรงจุดลงทุนน้อยได้ผลมากผลวิจัยโนเบลเศรษฐศาสตร์ปี2019 ชี้ชัดเป็นมาตรการมุ่งแก้ไขปัญหาอุปสงค์ทางการศึกษาตามความต้องการที่แท้จริงเด็กยากจนช่วยเพิ่มอัตราการเข้าเรียนและลดอัตราการหลุดออกจากระบบได้ผลจริงกสศ.พร้อมเดินหน้าจับมือJ-PAL ดึงทีมวิจัยรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์2019 ประเมินผลเพื่อพัฒนาเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข

วันที่ 1 พ.ย. ที่ห้องประชุมสมานสโมสร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ จัด เวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี2562 สู่การใช้นวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้กล่าวปาฐกถา เรื่อง นวัตกรรมในการจัดทำนโยบายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาบทเรียนจากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี.. 2562” โดยระบุว่า จากที่ราชสถาบันวิทยาศาสตร์สวีเดน มอบรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2562 ให้แก่ นายอะบีจิต บาเนร์จี นางเอสเธอร์ ดิวโฟล นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) และนายไมเคิล เครเมอร์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการยกย่อง “การนำนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง” (Experimental Research) มาสนับสนุนการวิจัยเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนา ตนเห็นว่าการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้อาจจะมาได้ถูกที่ถูกเวลา เพราะข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก (UIS) ชี้ว่ายังมีเด็กเยาวชนมากกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษา โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยประถมศึกษามากกว่า 60 ล้านคน

ดร.ประสาร กล่าวว่า ที่น่ากังวลไปกว่าจำนวนเด็กนอกระบบ คือ ความก้าวหน้าในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มชะลอตัวลง กลุ่มเป้าหมาย 5-10% สุดท้าย ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาหรือต้องออกจากการเรียนกลางคัน ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาในระดับโลกเริ่มกลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างปี 2016-2017 อีกครั้ง ในขณะที่ประเทศไทยเองยังมีเด็กเยาวชนในครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสอีกมากกว่า 670,000 คนที่มีอายุ 3-18 ปี และยังมีนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิเศษอีกเกือบ 2 ล้านคนที่อาจจะหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ดร.ประสาร กล่าวว่าจากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโลกที่มีแนวโน้มลดลงในอัตราที่ถดถอยมากซึ่งสะท้อนสภาพปัญหาที่มีความยากมากขึ้น ในขณะที่งบประมาณของภาครัฐและเงินบริจาคกลับมีแนวโน้มลดลง จึงมีความจำเป็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเลือกใช้ มาตรการที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลมาก ซึ่งนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้จึงอาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย และหน่วยงานที่มีภารกิจลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจนสามารถเลือกนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาตามบริบทของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน

“จากผลการวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากกว่า 31 โครงการทั่วโลกด้วยกระบวนการ Randomized Control Trial (RCT) พบว่านโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยมาตรการที่เจาะจงไปที่ อุปสงค์ต่อการศึกษา (Demand for Education) ซึ่งเป็นมาตรการที่ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของฝั่งผู้เรียนและครอบครัว หลายมาตรการให้ผลลัพธ์และความคุ้มค่าทางงบประมาณที่สูงกว่ามาตรการด้านอุปทานของการศึกษาที่เน้นผู้จัดการศึกษาเป็นตัวตั้ง เช่น “การลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษา” ด้วยการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข หรือ Conditional Cash Transfer (CCT) ต่ออัตราการมาเรียนของผู้เรียน ซึ่งเป็นมาตราการที่กสศ.ดำเนินการอยู่ หรือการสนับสนุน อาหารเช้า เครื่องแบบ และการเดินทาง แบบมีเงื่อนไข (Non-cash Conditional Transfer: NCT)” ดร.ประสาร กล่าว

ดังนั้นการที่เด็ก เยาวชน หรือ ผู้ปกครอง ปฏิเสธการศึกษา แม้รัฐบาลจะสร้างโรงเรียน หรือจ้างครูเพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้เคียงเด็กๆมากขึ้นแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนที่ขาดซึ่งเหตุผล หรือ ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาต่ออนาคตของบุตรหลาน แต่คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นการตัดสินใจ ด้วยมาตรการลดความเหลื่อมล้ำที่เข้าใจในอุปสงค์ต่อการศึกษาของพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทเฉพาะต่าง ๆ อย่างแท้จริง

ดร.ประสาร กล่าวว่า แม้สถานการณ์ของประเทศไทยในเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นแม้มีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้นบ้าง แต่ยังคงมีโจทย์สำคัญหลายเรื่องที่ประเทศไทยควรเร่งจัดการอย่างเป็นระบบก่อนที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ยังมีหลายส่วนที่มีความซับซ้อน 

เชื่อว่าการแก้ไขต้องทำที่ต้นทางเริ่มจากการทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพซึ่งหลายหน่วยงานทำอยู่ขณะที่กสศ.มีหน้าที่เสริมความรู้ข้อมูลรวมถึงค้นหาแนวทางใหม่ๆหาสาเหตุว่าการที่เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เต็มที่เพราะสาเหตุอะไร

“เด็กบางต้องเดินทางมาโรงเรียน บางคนอยู่ห่าง 20 กิโล เดินทางมา 20 บาท เดินทางกลับอีก 20 บาท ถ้าพ่อแม่ขายปลาไม่ได้ เด็กต้องอยู่บ้าน เพราะไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีเงินกินอาหารเช้า บางคนขาดเป็นบางวัน เพราะไม่มีชุดพละ ในขณะที่ แจกเครื่องแบบนักเรียน ปูพรมไปทั้งประเทศ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตร บอกว่าไม่ต้อง เขาซื้อเครื่องแบบให้ลูกได้ ครูก็รวบรวมเพื่อไปบริจาค นี่คือสิ่งที่สะท้อนเรื่องของมาตรการฝั่งอุปทาน พวกเราต้องระวังอย่าตกหลุมพรางว่างานของกสศ.ซ้ำซ้อนจนขอตัดงบประมาณแต่ความจริงมันคนละวงคนละภารกิจความตั้งใจของคณะกรรมการบริหารกสศ. กสศ.จะไม่ทำงานในสเกลใหญ่แต่เราจะหามุมเล่นรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ซึ่งเป็นการทำงานวิจัยในแนวทางเดียวกับสิ่งที่กสศ. ทำอยู่จึงเป็นจังหวะที่ดีมากเพื่อทำความเข้าใจว่าที่คุณทำอยู่ใช้เงินมากเน้นการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาจากฝั่งผู้จัดการศึกษาแต่กสศ.จะเข้ามาเสริมใช้ข้อมูลความรู้ทำให้ถูกที่ถูกทางเน้นมาตรการที่ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาตรงตามความต้องการที่แท้จริงของฝั่งผู้เรียนและครอบครัวซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลกสศ.ทำที่ต้นเหตุไม่ทิ้งปัญหายากจนข้ามชั่วคนในขณะที่แจกเงินชิมช้อปใช้จะหมดรุ่นต่อไปก็หมด” ดร.ประสาร กล่าว

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กสศ.ได้ร่วมประชุมหาแนวทางความร่วมมือทางวิชาการกับศูนย์วิจัย (Abdul Latif Jameel Poverty Action Lab) J-PAL แห่งมหาวิทยาลัย MIT สาขาภูมิภาคอาเซียน ณ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนากรอบแนวทางความร่วมมือเพื่อวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของกสศ. ด้วยเครื่องมือนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง(Randomized Controlled Trials: RCT) ซึ่งเป็นแนวทางของนักวิจัยรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ในปีนี้

ศูนย์วิจัย J-PAL จะคัดเลือกทีมนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย MIT และ สถาบันวิชาการภาคี เพื่อมาสนับสนุนการทำงานวิจัยประเมินผลโครงการของ กสศ. ในประเทศไทย โดยอาจจะเริ่มทดลองในบางพื้นที่ก่อนในปีการศึกษา 1/2563 นี้ เนื่องจาก กสศ.มีงบประมาณที่จำกัดไม่สามารถดำเนินงานได้ทั้งประเทศ การประเมินผลลักษณะนี้ จะช่วยให้มีผลการวิจัยที่มีคุณภาพสูงเพื่อประกอบการตัดสินใจปรับปรุงพัฒนามาตรการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่ กสศ. และหน่วยงานภาคี หรือกำหนดทิศทางการทำงานของกสศ.ว่าควรมุ่งทำงานในส่วนไหนก่อน ภายใต้งบประมาณที่จำกัด และทำอย่างไรให้งานของกสศ.สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างยั่งยืนแท้จริง คาดว่าจะได้เห็นรูปธรรมในช่วงกลางปีหน้าที่ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการทำงานของทีมนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลร่วมกับทีมนักวิจัยในประเทศไทยเพื่อพัฒนามาตรการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่ กสศ. และ หน่วยงานภาคีดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

“กสศ. พยายามจะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ตรงจุด โดยเฉพาะปัญหาในฝั่งอุปสงค์ทางการศึกษา (Demand-side) ทั้งเรื่องการลดต้นทุนในการเข้าสู่ระบบการศึกษา และการประเมินคุณค่าในการศึกษาต่อของผู้เรียนจากครอบครัวที่ยากจน ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้เงินไม่มาก แต่ผลการวิจัยจากนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลพบว่าได้ผลต่อความเสมอภาคสูง (High-impact) เช่น โครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Tranfer: CCT) นั้นเด็กๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนไปจะต้องมีเงื่อนไขตามเกณฑ์คือมาเรียนไม่น้อยกว่า 80 %” ดร.ไกรยส กล่าว

ข้อมูลล่าสุดพบว่านักเรียนยากจนพิเศษที่รับทุนกสศ. มาเรียนครบตามเกณฑ์ 98 % ส่วนอีก 2% กสศ.จะต้องไปติดตามว่าเด็กมีปัญหาอย่างไร รวมถึงเรื่องดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI ซึ่งมีอยู่ราว 2 แสนคน หรือราวร้อยละ 30 ที่ยังมีน้ำหนัก ส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ 1.3 แสนคนสูงเกินมาตรฐาน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กสศ. พยายามจะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นทางให้ตรงจุด จากการนำงานวิจัยทางเศรษฐศาตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลมาเรียนรู้ และทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยในต่างประเทศและในประเทศเพื่อช่วยให้สังคม ผู้เสียภาษี มีความมั่นใจมากขึ้น ว่า กสศ. เราจะใช้เงินเหล่านั้นไปถึงตัวเด็กเยาวชน และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดของเงินที่ได้รับมาทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับมาทั้งจากรัฐบาล และจากการบริจาคของภาคเอกชนและประชาชน

ศุกร์ที่ 1 พ.ย. 2562 เวลา 8.30 – 12.00 น. ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ดาวน์โหลดสไลด์ วิทยากร วสศ. ได้ที่นี่)

1. บทเรียนจากนานาชาติในการใช้ RCTs เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ โดย ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค

5_Pumsaran_PIER_EEF-presentation-002ดาวน์โหลด

2. การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยผู้ร่วมงานเสวนาในหัวข้อ ทิศทางการนำนวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการประเมินผลและยกระดับแนวทางการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เปิดประเด็นอภิปรายโดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

[vc_row full_width=”stretch_row_content”][vc_column offset=”vc_col-lg-12 vc_col-md-offset-0 vc_col-md-12 vc_col-sm-offset-0 vc_col-xs-12″][vc_column_text]

related post

เมื่อโลก (โรงเรียน) สองใบร่วมมือกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าใครควรลุกขึ้นมายกระดับคุณภาพการศึกษาบ้าง ? ภาคประชาชน ภาคสังคม ภาครัฐ หรือภาคเอกชนหรือที่จริงเราทุกคนสามารถร่วมมือกันได้

วีดีโอแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องของ รถโรงเรียน

นช่วงเปิดเทอมนี้ การเดินทางไปโรงเรียนของน้องๆ นักเรียน ก็เป็นอีกช่องทางที่ควรระวัง เพราะมีโอกาสแพร่กระจายของเชื้อโรคโควิด 19 ได้สูง ทาง กสศ. เลยมีข้อเสนอแนะต่อการปฏิบัติตนที่ควรทำ ต่อผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียนมาฝากครับ เมื่อรับชมแล้วปฏิบัติตาม น้องๆ ก็สามารถไปโรงเรียนได้สบายใจ ห่างไกลจากโควิด 19 ได้อย่างแน่นอน

ชุดเมนูอร่อย ทำง่ายในราคา 20 บาท

ถ้ามีเงิน 20 บาทจะทำอาหารอะไรกินได้บ้าง ?

คำถามเหล่านั้นจะถูกเฉลยจากคลิปVDO ด้านล่างนี้เพราะ ‘เชฟบุ๊ค’ บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต นักปรุงอาหารมือทองผู้โด่งดังจะมาพิสูจน์ว่าเงิน 20 บาทก็ทำอาหารอร่อยๆถูกหลักโภชนาการได้เช่นกัน ‘เชฟบุ๊ค’ ได้ออกแบบเมนูอาหารเพื่อน้องๆนักเรียนทุนเสมอภาคของกสศ. ผู้ปกครองและโรงเรียน สามารถนำไปเป็นไอเดียจัดทำชุดเมนูอาหารมื้ออร่อยทำกินเองได้ ในราคาประหยัดแล้วลีลาการทำอาหารจะจัดจ้านแค่ไหน และเมนูใดจะถูกนำมาเสิร์ฟให้เราได้ชมกัน ไปติดตามกันเลย…