ความเป็นมา
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาคน ซึ่งประเทศไทยได้พยายามแก้ไข โดยตลอดจนปรากฏเป็นเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่เล็งเห็นว่าความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา ไม่ว่าจะมาจากคุณภาพหรือมาตรฐานของสถานศึกษา คุณภาพหรือประสิทธิภาพของครู หรือฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม สามารถจะบรรเทาได้ด้วยการจัดตั้งให้กองทุนขึ้นเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยให้การบริหารจัดการกองทุนเป็นอิสระ
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และมีการกำหนดบทบาทขององค์กรเป็นกลไกเหนี่ยวนำให้เกิดความร่วมมือในการปฏิรูปการศึกษาในจุดที่จะส่งผลแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ ร่วมไปกับการช่วยเหลือกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ยากลำบากที่สุด มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู และได้ระบุวัตถุประสงค์ตามความในมาตรา (7) ให้ กสศ. ดำเนินการหรือจัดให้มีการศึกษา วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนการนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา สนองความต้องการทางด้านแรงงาน และยกระดับความสามารถ คนไทย ซึ่งปัจจุบัน กสศ. ได้ดำเนินงานวิจัยและสร้างความร่วมมือในหลากหลายด้านเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานให้ตรงจุด และสรรค์สร้างนวัตกรรมในการให้การช่วยเหลือดูแลกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสนับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยแรงงานให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาครู
จากการดำเนินงาน กสศ. เพื่อบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสและกลุ่มเด็กเปราะบางเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและสร้างสัมมาชีพ โดยมุ่งกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดตามฐานะเศรษฐกิจ ร้อยละ 15 ของประเทศ ซึ่งจากการสำรวจและคัดกรองความยากจน (PMT) และจัดสรรเงินอุดหนุนให้ต่อเนื่องตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึง ม.6 มีจำนวนประมาณ 1.17 ล้านคน (ข้อมูลปีการศึกษา 2563) มีช่วงวัยในกลุ่มเป้าหมายช่วงวัยก่อนประถมและการศึกษาภาคบังคับที่ให้การสนับสนุน 994,000 คน และระดับที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ (ม.ปลาย/ปวช.) จำนวน 53,000 คน ก่อนส่งต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องในการสนับสนุนการศึกษาและการมีงานทำในระดับที่สูงขึ้นต่อไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการสนับสนุนของ กสศ.จะครอบคลุมเด็กกลุ่มเป้าหมายได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่จากการสำรวจข้อมูลเชิงพื้นที่พบว่า ยังมีเด็กกลุ่มเปราะบางอีกจำนวนหนึ่ง ที่ยังขาดกลไกในการสนับสนุนช่วยเหลือ เพื่อให้ได้รับโอกาสการศึกษาและ/หรือสร้างโอกาสด้านการประกอบอาชีพ โดยประมาณการว่ามีเด็กกลุ่มเป้าหมายที่หลุดออกจากระบบการศึกษาระดับอนุบาล (3-5 ปี) จำนวน 287,000 คน ระดับการศึกษาภาคบังคับ (ป.1 – ม.3) จำนวน 524,000 คน และระดับ ม.ปลาย/ปวช. จำนวน 377,000 คน
วิกฤติการระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และมีแนวโน้มที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบโรงเรียนมากยิ่งขึ้น กสศ. ได้ทำการสำรวจและคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษในช่วงของการระบาดโควิด-19 พบว่าจำนวนคัดกรองเด็กยากจนพิเศษในภาคเรียนที่ 1/2564 มีจำนวนกว่า 1.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับจำนวนคัดกรองในภาคการเรียนที่ 2/2563 โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการสำรวจข้อมูลนักเรียนทุนเสมอภาคช่วงชั้นรอยต่อ (อนุบาล 3, ป.6 และ ม.3) มีถึงร้อยละ 14.6 ที่ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ และอีกร้อยละ 3.2 ที่ไม่ทราบข$อมูล
ผลกระทบของการตกออกของเด็กจากระบบการศึกษาที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ จะมีผลกระทบต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำและการพัฒนากำลังคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีแนวคิดหรือนวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อนจะเกิดการสูญเสียกำลังสำคัญของประเทศ
นโยบายรัฐบาล และโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน”
โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ตามนโยบายรัฐบาลในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นความร่วมมือระหว่าง 11 หน่วยงานหลัก ได้แก่ 1) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) (สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา) 2) กระทรวงมหาดไทย 3) กระทรวงสาธารณสุข 4) กระทรวงวัฒนธรรม 5) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 6) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 7) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 8) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 10) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรุงเทพมหานคร และ 11) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” พร้อมผู้แทน 14 หน่วยงานร่วมลงนามบันทึกความตกลงฯ
โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” เป็นความร่วมมือครั้งแรกที่จะบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้ทราบถึงจำนวนเด็กในปัจจุบันที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และจะมีการลงติดตามถึงบ้าน เพื่อตามเด็กเหล่านี้กลับสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุก โดยในพิธีการลงนามฯ นายกรัฐมนตรีฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงการดังกล่าวว่า สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีเด็กตกหล่นที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากกว่้แสนคนทั่วประเทศไทย และในการแก้ไขจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทุกภาค พร้อมกับข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ปัญหาของเด็กกลุ่ม
นี้ ที่อาจไม่จำกัดเฉพาะปัญหาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 แต่อาจรวมถึงเหตุผลความจำเป็นของครอบครัว เพื่อน หรือสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การช่วยเหลือจึงต้องเป็นไปตามบริบทของเด็กรายคน โดยมีกำหนดเป้าหมายให้ตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษาต้องเป็นศูนย์ให้ได้ พร้อมทั้งให้ติดตามการคงอยู่ของเด็กนักเรียนในอยู่ในระบบการศึกษาในระยะยาว
