ที่มาและความสำคัญ
ในศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษาโลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายอย่างยิ่ง จากผลการศึกษาและการคาดการณ์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า งานในอนาคตมากกว่าร้อยละ 60 จะเป็นอาชีพที่ยังไม่เคยมีมาก่อน และไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ส่งผลให้การจัดการเรียนรู้แบบเดิมที่เน้นถ่ายทอดความรู้ไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาเยาวชนในยุคใหม่ได้อีกต่อไป ทั้งนี้ ความรู้ในห้องเรียนอาจกลายเป็นสิ่งล้าสมัยอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการคิดอย่างสร้างสรรค์ การปรับตัว การเรียนรู้ด้วยตนเอง และ
การมีวิสัยทัศน์ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่โรงเรียนและครูต้องส่งเสริมอย่างเร่งด่วน
การเปลี่ยนผ่านการศึกษาในยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการปรับหลักสูตร แต่รวมถึงการปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด “สมรรถนะ” (Competency-based Learning) ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านคุณค่า (Value) เจตคติ (Attitude) ทักษะ (Skills) และความรู้ (Knowledge) หรือที่เรียกว่า VASK เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้กับการลงมือปฏิบัติจริง มีความสามารถในการเรียนรู้ต่อยอด และสามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพ ครูในยุคใหม่นอกจากต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ถ่ายทอด” เป็น “ผู้อำนวยความรู้” แล้ว ยังต้องมีทักษะในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ท้าทาย กระตุ้นการคิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือทำ ฝึกคิด วิเคราะห์ สะท้อน และทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน ผลการศึกษาของ Hattie & Timperley (2007) และการวิเคราะห์เมตา (Meta Analysis) โดย Major, Francis และ Chaparry (2021) ชี้ชัดว่า การประเมินผลแบบก้าวหน้า (Formative Assessment) เป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถสร้างผลกระทบต่อการเรียนรู้ (Effect Size) ได้มากถึง 0.70 การประเมินในลักษณะนี้ ช่วยให้ครูสามารถติดตามพัฒนาการของผู้เรียนแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งสามารถปรับการสอนได้อย่างตรงจุด ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง
จากแนวคิดข้างต้น ประเทศไทยจึงได้ริเริ่มพัฒนาเครื่องมือและกลไกสนับสนุนการเรียนรู้แบบใหม่ โดยในปี 2567 สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมมือกับองค์การ OECD และนักวิชาการไทยหลายภาคส่วน ดำเนินโครงการพัฒนาเครื่องมือประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ภายใต้ชื่อ “PILA: Platform of Innovative Learning Assessment” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มุ่งเน้นการประเมินสมรรถนะผู้เรียนอย่างแม่นยำ สะดวกรวดเร็ว มีความยืดหยุ่นสูง และรองรับนักเรียนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การทดลองใช้ PILA ระยะต้นได้เกิดขึ้นในบางพื้นที่ ได้แก่ สระแก้ว สุรินทร์ กระบี่ และลำปาง โดยกลุ่มครูนำร่องจำนวนหนึ่ง ซึ่งพบว่าทั้งในเชิงเทคนิคและเนื้อหายังมีประเด็นที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงต่อไป
เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาการเรียนรู้ที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นในปี 2568 คณะนักวิจัยจากมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคตจึงได้ร่วมกับทีม OECD ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเวอร์ชันใหม่ของแพลตฟอร์ม PILA โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เครื่องมือนี้ สามารถใช้งานได้สอดคล้องกับบริบทของครูไทยและความต้องการของนักเรียนในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยการดำเนินงานจะครอบคลุมการพัฒนาระบบ การจัดฝึกอบรมครู การเก็บข้อมูลการใช้งาน ตลอดจนการสนับสนุนครูให้สามารถใช้ผลการประเมินเพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนอย่างมีประสิทธิภาพ
การวิจัยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ทั้งในเชิงระบบและเชิงปฏิบัติ โดยการเชื่อมโยงนวัตกรรมการประเมินกับการจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของครูให้สามารถใช้นวัตกรรมดังกล่าวเป็น “คานงัด” ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภายในห้องเรียน ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งระบบอย่างยั่งยืนในระยะยาว
วัตถุประสงค์
1. ร่วมกับ OECD ในการวิจัยและพัฒนาการใช้แพลตฟอร์มการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ระหว่างเรียนแบบดิจิทัลในรูปแบบภาษาไทย ให้เหมาะสมกับบริบทการจัดการเรียนรู้ของครูและผู้เรียนในไทย
2. เพื่อสนับสนุนการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทีมวิชาการแกนนำ ศึกษานิเทศก์ และครูแกนนำในการทำความเข้าใจแพลตฟอร์ม การวัดและประเมินผลระหว่างเรียน และการรวบข้อมูลบริบทของชุมชนเพื่อในเป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมในแพลตฟอร์ม
3. เพื่อสนับสนุนการขยายเครือข่ายทีมวิชาการแกนนำ ศึกษานิเทศก์และครูแกนนำ ในการนำแพลตฟอร์มการประเมินการเรียนรู้ระหว่างเรียนไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ และการสังเคราะห์ประสบการณ์การใช้งานเพื่อให้ข้อเสนอต่อการพัฒนาแพลตฟอร์ม
