เข้าสู่ระบบ
ความคืบหน้า 100%

โครงการวิจัยเพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ระดับอุดมศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์

รายงานฉบับนี้จัดทําขึ้นรายงานผลการดําเนินโครงการวิจัยเพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาสําหรับเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยคือ 1) เพื่อทําความเข้าใจเส้นทางความท้าทายของเด็กและเยาวชนกลุ่มผู้ด้อยโอกาส (Customer Journey) ในการออกจากความยากจนและการเข้าถึงการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาภาคบังคับ ช่วงรอยต่อระหว่างการศึกษาภาคบังคับสู่ระดับอุดมศึกษา จนกระทั่งสําเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา 2) เพื่อวิเคราะห์อุปสรรคและปัจจัยที่ส่งผลต่อเส้นทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของเด็กและ เยาวชนกลุ่มผู้ด้อยโอกาส 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการออกแบบหรือผลักดันมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างหลักประกันโอกาสในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เช่น สถาบันอุดมศึกษา สถาบันการศึกษา หน่วยงานด้านการศึกษา ตั้งแต่ก่อนเข้าศึกษา ระหว่างศึกษา สําเร็จการศึกษาและการนําไปสู่การมีงานทําโดยนั้น คณะผู้วิจัยประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ในการออกแบบการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Sequential Mixed-Research Method) วิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณที่เหมาะสมในการตอบวัตถุประสงค์การวิจัยแต่ละข้อและประยุกต์ใช้แนวคิด Customer Journey เพื่อวิเคราะห์และทําความเข้าใจเส้นทางประสบการณ์(Touch Point) ความท้าทาย (Pain Point) ของกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่การรับรู้ (Awareness) การพิจารณา (Acquisition) การตัดสินใจเข้าหรือไม่เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (Acquisition) ประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (Service or Learning Experience) และการสําเร็จการศึกษาและมีงานทํา (Loyalty) การดําเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1) Empathize เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 จากนั้นนําสู่ระยะที่ 2) Define & Ideate เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 และ ระยะที่ 3) Prototype & Test เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 

ผลการวิจัยพบว่า 1) เส้นทางความท้าทายของเด็กและเยาวชนกลุ่มผู้ด้อยโอกาส (Customer Journey) ในการออกจากความยากจนและการเข้าถึงการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา มีทั้งหมด 10 เส้นทางหลักความท้าทาย และ 4 เส้นทางร่วมความท้าทาย ดังนี้

ลําดับเส้นทางหลักความท้าทาย

1 เด็กยากจนบนดอย“ไม่มีโรงเรียน”
2. เรียนดี มีเป้าหมาย แต่ “ต้องมีข้อมูลในการวางแผน”
3. เรียนดีอยากเรียนต่อ แต่“ต้องดูแลครอบครัวก่อน”
4. เรียนดี มุ่งมั่น แต่ต้องมี “แผนเส้นทางที่ยืดหยุ่น”
5. มุ่งมั่น สอบติดแต่เกือบไม่ได้เรียนเพราะ “ไม่มีทุน”
6. “ไม่รู้ความถนัด” เป้าหมายไม่ชัด ขาดความมุ่งมั่น ดูแลครอบครัวก่อน”
7. “ชีวิตพลิกผัน”(เกือบ) ไม่ได้เรียนต่อ
8. “โดนเพื่อนแกล้ง”เบื่อเรียน ไร้เป้าหมาย
9. “ติดเพื่อน”ติดเกม ไม่เรียนต่อ
10. “ปริญญาไม่ตอบโจทย์ชีวิต”ไม่ชอบวิชาการจบมาไม่มีงานทํา

เส้นทางร่วมความท้าทาย

1 “มุ่งมั่นสู่รั้วอุดมศึกษา บนเส้นทางที่ฟ้าใส”
“มามืดไปสว่างได้ด้วยตัวเอง”
Clear Will, Clear Way, but No Wealth

2. “มุ่งมั่นสู่รั้วอุดมศึกษาบนเส้นทางที่ฟ้าหม่น”
“มามืดไปสว่างได้ด้วยแรงหนุนเสริม”
Clear Will, Cloudy Way, and No Wealth

3. “อยากไปต่อ แต่ไม่มั่นใจและมองไม่เห็นหนทาง”
“มามืดทางสลัว ไปต่อได้ด้วยคนช่วยนําทาง”
Cloudy Will, Cloudy Way, and No Wealth

4. “ไม่ไปต่อ ขออยู่ไปวันๆ”
“การศึกษาไม่ตอบโจทย์ชีวิต อุดมศึกษาไม่ใช่คําตอบ”
No Will, No Way, and No Wealth

วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 อุปสรรคและปัจจัยที่ส่งผลต่อเส้นทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของเด็กและเยาวชนกลุ่มผู้ด้อยโอกาส

1) จากการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณโดยนําข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์และการทบทวนวรรณกรรมมาสร้างเครื่องมือสํารวจพบว่าปัจจัยสําคัญที่ส่งผลต่อเส้นทางความท้าทายของเด็กและเยาวชนกลุ่มที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษาต่อพบว่าประกอบด้วย คุณลักษณะและทัศนคติของผู้เรียน พื้นฐานครอบครัว ครูและสถานศึกษา เครือข่ายความสัมพันธ์และการช่วยเหลือสนับสนุน และความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กที่ส่งผลต่อแนวโน้มการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยมีข้อค้นพบสําคัญดังนี้ 1) คุณลักษณะและทัศนคติของนักเรียนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของนักเรียนมากที่สุด รองลงมาคือเครือข่ายความสัมพันธ์และการสนับสนุนช่วยเหลือทางการศึกษา 2) ครูและสถานศึกษามีอิทธิพลต่อคุณลักษณะและทัศนคติของนักเรียนมากที่สุด รองลงมาคือ พื้นฐานครอบครัว 3) ครูและสถานศึกษาส่งผลต่อเครือข่ายความสัมพันธ์และการสนับสนุนช่วยเหลือทางการศึกษามากที่สุด 4) โมเดลนี้สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของของนักเรียนได้ร้อยละ 84.5 2) จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ 6 ภูมิภาคเพื่อวิเคราะห์อุปสรรคและปัจจัยที่ส่งผลต่อเส้นทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของเด็กและ เยาวชนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสจากการวิเคราะห์ผลการสนทนากลุ่ม พบว่าปัจจัยที่ผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มเห็นพ้องต้องกันมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านผู้เรียน/แรงจูงใจภายในผู้เรียน รองลงมา ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้ปกครอง/ครอบครัว และปัจจัยด้านครู/หลักสูตร/ระบบการศึกษาตามลําดับ เมื่อจําแนกตามกลุ่มผู้ให้ข้อมูลพบว่ากลุ่มนักเรียนเห็นว่าปัจจัยที่สําคัญที่สุดคือ ตัวผู้เรียน/แรงจูงใจภายในผู้เรียนเอง ในขณะที่กลุ่มผู้ปกครองกล่าวถึงความสําคัญของปัจจัยด้านผู้เรียน/แรงจูงใจภายในผู้เรียนและปัจจัยด้านผู้ปกครอง/ครอบครัวในสัดส่วนที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ความเห็นของผู้ปกครองค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มผู้แทนสถานศึกษาและนักวิชาการ ในขณะที่ภาคประชาสังคมเห็นว่าปัจจัยที่สําคัญที่สุดคือผู้เรียน/แรงจูงใจภายในผู้เรียนแต่ปัจจัยที่สําคัญรองลงมา คือ ครู หลักสูตร และระบบการศึกษา

ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าครูและสถานศึกษาเป็นปัจจัยที่สําคัญที่สามารถสร้างคุณลักษณะและทัศนคติที่ดีของนักเรียนในการมุ่งมั่นศึกษาต่อเช่นเดียวกันกับครอบครัว และไม่ว่าพื้นฐานครอบครัวของเด็กจะเป็นเช่นไร ครูและสถานศึกษา ร่วมกับครอบครัว สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นกับเด็กได้โดยอาศัยเครือข่ายและการช่วยเหลือสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มีคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการเรียน การเรียนรู้มีความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อ และตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ในที่สุด ดังนั้น ครูและสถานศึกษาเป็นกลไกสําคัญในการสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือสนับสนุนเพื่อให้นักเรียนมีความมุ่งมั่นศึกษาต่อและตัดสินใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้

วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ข้อเสนอแนะในการออกแบบมาตรการในการช่วยเหลือประกอบด้วย 6 ด้านได้แก่ 1) ข้อมูลด้านการศึกษาและการแนะแนว 2) การปรับหลักสูตรและรูปแบบการเรียนให้มีความยืดหยุ่น 3) การสร้าง growth mindset 4) การจัดระบบสวัสดิการในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5) ทุนการศึกษาที่ครอบคลุมและเพียงพอ 6) การจัดสวัสดิการช่วยเหลือในระดับอุดมศึกษา 7) หลักสูตรและรูปแบบการเรียน และการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน

นอกจากนี้ ควรออกแบบมาตรการที่ตอบโจทย์แต่ละปัญหาโดยยึดข้อมูลเชิงลึกจากการวิเคราะห์ เช่น (1) ระบบแนะแนว ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์และแนวทางการจัด Open House สัญจรให้เข้าถึงทุกโรงเรียน (2) หลักสูตร ควรปรับปรุงให้ทันสมัยและมีทางเลือกหลากหลาย รวมถึงปรับระเบียบและข้อบังคับเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการเรียน (3) แรงจูงใจของนักเรียน ต้องเสริมสร้างการให้คําปรึกษาและพัฒนาโปรแกรม mentoring ที่มีประสิทธิภาพ (4) การส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ควรบูรณาการความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัยและชุมชน เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ และ (5) ระบบทุนและสวัสดิการ ควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลทุนให้เป็นศูนย์กลางเดียวกันและเน้นกลยุทธ์การสนับสนุนทางการเงินที่ยั่งยืน รวมทั้งจัดทําข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม โดยอาศัยข้อมูลจากการลําดับความสําคัญของปัญหา เช่น การให้ความสําคัญกับมาตรการที่มีผลกระทบสูงและดําเนินการได้ง่ายก่อน เช่น การจัดกิจกรรมแนะแนวที่เข้าถึงทุกกลุ่ม การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาด้วยการปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับผู้เรียน และการรวบรวมข้อมูลทุนให้อยู่ในที่เดียวกัน พร้อมทั้งออกแบบนโยบายระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เช่น การเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาและการปรับระบบการบริหารจัดการทุนให้มีประสิทธิภาพ

จากการจัดประชุมกับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการนําลงสู่การปฏิบัติและกํากับติดตาม (implement and monitor) ได้เสมอให้ควรกําหนด ตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น การเพิ่มอัตราการเข้าถึงแนะแนว การปรับหลักสูตรให้มีความทันสมัย การเพิ่มจํานวนนักเรียนที่มีกรอบความคิดเติบโต และการเพิ่มจํานวนผู้ได้รับทุนอย่างทั่วถึง พร้อมสร้างระบ ติดตามที่เข้มแข็งผ่านการวิจัยต่อเนื่องและการประเมินผลเชิงประจักษ์ โดยใช้ข้อมูลจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายที่พัฒนาขึ้น สามารถขับเคลื่อนมาตรการหลักประกันโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ส่งผลให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถ เข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ