เข้าสู่ระบบ

โครงการขยายผลการพัฒนาฐานข้อมูลแบบออนไลน์และเครื่องมือประเมินความพร้อมของเด็กและเยาวชนในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ระยะที่ 2

หลักการและเหตุผล

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู และตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 กำหนดวัตถุประสงค์ (7) ดำเนินการหรือจัดให้มีการศึกษา วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนการนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา สนองความต้องการทางด้านกำลังแรงงาน และการยกระดับความสามารถของคนไทย และ มาตรา 29 ให้มีสำนักงานมีหน้าที่และอำนาจตาม (3) ศึกษา วิจัย ค้นคว้า และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน และ (4) สนับสนุนและเผยแพร่ผลการศึกษา วิจัย ค้นคว้า และพัฒนาองค์ความรู้ตาม (3) และการนำผลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการดังกล่าว

ภารกิจสำคัญของสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) คือ การจัดให้มีการศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และนำความรู้ไปใช้ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สนองตอบความต้องการด้านกำลังแรงงานและยกระดับความสามารถของคนไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กสศ. ได้พัฒนาเครื่องมือสำรวจและประเมินทักษะความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ระดับจังหวัดต่าง ๆ เช่น แบบสำรวจความพร้อมของเด็กปฐมวัยในการเข้าสู่ประถมศึกษา(School Readiness Survey) และการพัฒนาเครื่องมือสำรวจความพร้อมในการเข้าสู่อาชีพของนักเรียน (Career Readiness Survey) เป็นต้น เพื่อติดตามสถานการณ์ความก้าวหน้าของประเทศไทยตามเป้าหมายการพัฒนาประเทศด้านการศึกษา (SDG4) พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานระดับจังหวัดทราบถึงสถานะของจังหวัด มีข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนดำเนินงานให้เหมาะสมกับบริบทของจังหวัด และเพื่อให้ กสศ. มีข้อมูลสำหรับให้การส่งเสริมและสนับสนุนแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (4th Industrial Revolution) ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ (1) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) (2) ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ(Automation) (3) อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things: IOT) และ (4) คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้ระบบการทำงานในอุตสาหกรรมและการบริการต่าง ๆ มีความ “ฉลาดขึ้น” และ “ไม่ต้องการคน” ในการทำงาน ระบบการให้บริการต่าง ๆ จะสามารถทำเองคิดเองได้แทบทั้งหมด จึงเป็นยุคที่ระบบการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมากทั้งด้านความเร็วและมิติในการปรับตัว ตัวอย่างทิศทางการปฏิรูปการศึกษาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี(Education Reform for Disruptive Technology) ที่ระบบการศึกษาในระดับนานาชาติได้เริ่มดำเนินการไปแล้วได้แก่ (1) การเปลี่ยนหลักสูตรและการประเมินแบบเน้นเนื้อหา (Content-based Curriculum and Assessment) สู่การเน้นฐานสมรรถนะ (Competency-based) (2) การส่งเสริมการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะเชิงพฤติกรรม (Non-cognitive) เช่น ความคิดสร้างสรรค์การคิดวิเคราะห์รวมทั้ง การพัฒนาคุณลักษณะ (Character) (2) การส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่พื้นที่และสถานศึกษาเพื่อให้การจัดการศึกษาสอดคล้องต่อความต้องการกำลังคนในพื้นที่อย่างแท้จริง (Job-based Education) (3) การปฏิรูปการผลิตและพัฒนาครูเพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning และการประเมินผลผู้เรียนเพื่อการพัฒนาแบบต่อเนื่องด้วยวิธี Formative Assessment (4) การใช้ ICT ในการเรียนรู้และการประกอบอาชีพ โดยบางประเทศสนับสนุนให้มีการบรรจุการเรียนรู้การเขียนโปรแกรม (Coding) เข้าไปในหลักสูตรตั้งแต่ประถมศึกษาเทียบเท่ากับเป็นอีกภาษาหนึ่งที่เด็กทุกคนต้องเรียนรู้และใช้งานเป็น และ (5) ลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กเยาวชนที่มาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมที่แตกต่างกัน 

ทิศทางข้างต้นสอดคล้องกับประเด็นจากการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เมื่อเดือนมกราคม 2563 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่กล่าวถึงความสำคัญของลักษณะอุปนิสัยและทักษะความสามารถเชิงสมรรถนะ ที่ช่วยแรงงานสามารถทำงานและสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือที่เรียกกว่า Soft Skills ตลอดจนถึงความจำเป็นของแรงงานที่ต้องปรับตัวและฝึกทักษะใหม่ (Reskill & Upskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการทักษะแรงงานที่เปลี่ยนไปของภาคธุรกิจและพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต

นอกจากนี้แล้ว ผลการศึกษาของ กสศ. ยังพบว่าพบว่า 1 ใน 5 ของเด็กไทยเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา เพราะความยากจนในระดับรุนแรง หรือประมาณ 2.5 ล้านคน (ร้อยละ 20 จากจำนวนนักเรียนในการศึกษาภาคบังคับทั้งหมด 9 ล้านคน) เฉพาะปี 2565 สถิติชี้ว่า มีนักเรียนยากจนพิเศษ 1.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีประมาณ 900,000 กว่าคน โดยเฉพาะในกรณีของเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบก่อน หรือหลังจากสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมักจะกลายเป็นแรงงานที่ต้องทำงานพื้นฐาน (Unskilled Labor) และไม่มีโอกาสที่จะก้าวหน้าในการทำงานมากนัก นั่นหมายความกว่า ครอบครัวของแรงงานเหล่านี้ก็จะใช้ชีวิตอยู่ใกล้กับเส้นความยากจน ทำให้เกิดการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นการจะช่วยให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้มีโอกาสประสบความสำเร็จในตลาดแรงงาน รวมถึงการมีโอกาสที่จะได้ศึกษาต่อเพื่อเพิ่มพูนความรู้ จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการประเมินความพร้อมก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน หรือผู้ที่คาดว่าจะเป็นนายจ้างของเด็กและเยาวชนเหล่านี้ สามารถเข้ามาช่วยเหลือเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กและเยาวชนให้สามารถเข้าสู่โลกของงานด้วยระดับทักษะที่เหมาะสมกับงาน

ในปี 2562-2563 สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้สนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือประเมินความพร้อมของเด็กและเยาวชนในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเริ่มจากการพัฒนาเครื่องมือและทดลองในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี เชียงใหม่ อุบลราชธานี และกรุงเทพมหานคร และได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อทดลองกับพื้นที่ จำนวน 34 จังหวัดในปี 2564-2566 โดยเป็นการประเมินลักษณะเฉพาะตัวของผู้รับการประเมินและทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเลือกเส้นทางการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ เพื่อนำผลการศึกษาวิจัยไปพัฒนาต่อยอดให้เครื่องมือนี้สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับทุกบริบทพื้นที่ในประเทศไทยต่อไปในอนาคต รวมถึงเตรียมความพร้อมเครื่องมือระบบการจัดเก็บฐานข้อมูลเพื่อรองรับการขยายผลการสำรวจไปสู่ระดับทั่วประเทศ โดย กสศ. ตั้งเป้าหมายว่าจะดำเนินการเก็บข้อมูลจนครบทั้ง 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ภายในปี 2567 เพื่อเป็นข้อมูลบ่งชี้สถานะความพร้อมด้านกำลังแรงงานระดับจังหวัด

วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบออนไลน์ จัดเก็บข้อมูลสถานะความพร้อมของเด็กและเยาวชนในการเข้าสู่ตลาดแรงงานแบบออนไลน์ และจัดทำแดชบอร์ด (Dashboard) ให้มีปริมาณข้อมูลที่ถูกต้องและสมบูรณ์และมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
2. เพื่อสร้างเครือข่ายในการสำรวจ เก็บข้อมูล นิเทศ-ติดตาม และให้คำปรึกษา ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้)
3. เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ความพร้อมของเด็กและเยาวชนในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ระดับจังหวัด และบ่งชี้สถานการณ์รายบุคคล สถานศึกษา พื้นที่ และจังหวัด
4. เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นสำหรับเด็กและเยาวชนให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและนำไปใช้ในพื้นที่ต้นแบบ
5. เพื่อพัฒนาหลักสูตรสำหรับสร้างบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นโค้ชอาชีพของพื้นที่ (Area-Based Career Coach)
6. เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนในระดับต่าง ๆ และการขับเคลื่อนสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพของเด็กและเยาวชนให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างมีคุณภาพ