เมื่อ “ทุนรายหัว” ไม่พอจะพาเด็กกลับมา
ข้อมูลกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า จำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 890,463 คนในปี 2567 เหลือ 603,095 คนในปี 2568 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดำเนินงานตามนโยบายที่ทำให้มีเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาใน ปีการศึกษา 2568 จำนวน
ทั้งสิ้น 334,849 คน คิดเป็นร้อยละ 34.08 (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา,2569)
อย่างไรก็ตาม กว่าสองในสามของเด็กที่ไม่พบรายชื่อในระบบการศึกษาปี 2568 เป็นกลุ่มที่ไม่พบชื่อ ในระบบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 เด็กกลุ่มนี้ คือ กลุ่มที่กลไกภาครัฐและหน่วยดำเนินการในพื้นที่ยังไม่สามารถพากลับมาสู่การเรียนได้ แม้จะมีหลายหน่วยงานให้การติดตามช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องถึง 2 ปี นอกจากนี้ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มเยาวชนอายุ 15 –18 ปี พบว่าแม้จะมีจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษาลดลงจาก 315,417 คน ในปี 2567 เป็น 252,336 คน ในปี 2568 แต่สัดส่วนของเยาวชนช่วงวัยนี้เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3 – 18 ปีที่หลุดจากระบบการศึกษา ทั้งหมดกลับเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 41.84 ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 15–18 ปีจะลดลงในภาพรวม แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำเยาวชนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา
เมื่อเทียบกับกลุ่มช่วงวัยอื่น สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการช่วยเหลือในปัจจุบัน ทั้งการให้ทุนการศึกษาหรือเงินอุดหนุนรายหัว การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ทางเลือก ยังไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขและความต้องการเฉพาะของเยาวชนกลุ่มนี้อย่างเพียงพอ เยาวชนกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนที่มากกว่าการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย โดยครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาและติดตาม การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตลอดจนการสนับสนุนให้สามารถคงอยู่ในเส้นทางการเรียนรู้ จนบรรลุเป้าหมาย
คำถามที่น่าสนใจจึงมีอยู่ 3 ข้อ คือ 1) ปัจจุบันมีพื้นที่ใดที่เป็นต้นแบบการดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้สำเร็จแล้ว 2) มีทรัพยากรใดที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว และ 3) บทเรียนและองค์ความรู้จากพื้นที่ต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ มีอะไรบ้าง ด้วยเหตุนี้โจทย์เชิงนโยบายจึงไม่ได้อยู่ที่การสนับสนุนทรัพยากรด้านงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบไปออกแบบมาตรการที่กระตุ้นให้เกิดการช่วยเหลือที่ครบวงจรและต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ทำหน้าที่เป็น “หน่วยจัดการเรียนรู้” ซึ่งเป็นผู้เชื่อมเด็กและเยาวชนเข้ากับทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ และการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำหน้าที่ดังกล่าวให้เพียงพอ
ในบรรดาจังหวัดที่ขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus จังหวัดสุรินทร์เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ทำงาน
ขับเคลื่อนกับกลุ่มเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเชื่อมกลไกการทำงานตั้งแต่หน่วยงานระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ลงไปจนถึงระดับตำบล และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ทำให้เห็นสภาพปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างชัดเจน จากฐานข้อมูลระบบ iSEE พบว่าในปีการศึกษา 2568 จังหวัดสุรินทร์มีเด็กและเยาวชนอายุ 3 – 18 ปีที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 8,904 คน โดยกว่าร้อยละ 58.14 หรือ 5,177 คน เป็นกลุ่มช่วงอายุ 15 – 18 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, 2569) ข้อมูลจากการสำรวจรายบุคคลของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ พบว่า การไม่อยู่ในระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชนไม่ได้มีสาเหตุหลักจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของครอบครัวเพียงอย่างเดียว โดยปัจจัยที่พบมากที่สุด ได้แก่ การขาดแรงจูงใจในการเรียนและการอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนกลุ่มดังกล่าวยังเผชิญเงื่อนไขการดำเนินชีวิตในหลายด้าน อาทิ ปัญหาด้านพฤติกรรม ปัญหาครอบครัว การใช้สารเสพติด และการเป็นพ่อแม่วัยรุ่น (กรมส่งเสริมการเรียนรู้, 2569)
จุดที่ทำให้ตำบลหนองสนิทมีความน่าสนใจ คือ การทำงานของภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ที่ไม่ได้เริ่มจากการเปิดรับสมัครผู้เรียน แต่เริ่มจากการค้นหาและทำความรู้จักเด็กผ่านกลไก “ผู้ใหญ่ใจดี” ซึ่งประกอบด้วยอาสาสมัครและคนในชุมชนที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก คอยเป็นหูเป็นตาว่าเด็กคนไหนกำลังเผชิญปัญหา และแต่ละคนสนใจอะไร เมื่อพบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาแล้ว สิ่งแรกที่สร้างก็ไม่ใช่ทักษะอาชีพ แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กพูดคุยได้โดยไม่ถูกตัดสิน จากนั้นฟาร์มของวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่เนื้อลูกผสมไก่โคราชตำบลหนองสนิทจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากสถานประกอบการมาเป็น “ห้องเรียนชีวิต” ที่เด็กได้เรียนตั้งแต่การควบคุมอุณหภูมิ การคำนวณอาหาร การจัดการต้นทุน ไปจนถึงการตลาด ทั้งหมดนี้ไม่ได้เริ่มจากการสร้างอาคารหรือหลักสูตรใหม่ แต่เริ่มจากการนำทุนที่มีอยู่แล้วในชุมชน ทั้งคน ความรู้ ฟาร์ม และความสัมพันธ์ มาเชื่อมร้อยเข้าหากัน โดยมีท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลกลไกค้นหาเด็ก และมีภาคเอกชนในชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่เรียนรู้ (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, 2569)
กรณีตำบลหนองสนิทจึงช่วยตอบคำถามทั้ง 3 ข้อได้ในคราวเดียว ทั้งในแง่ 1) ต้นแบบ 2) องค์ประกอบของทรัพยากร และ 3) บทเรียนที่นำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ได้
อบต.หนองสนิท : ท้องถิ่นในบทบาท “ตัวกลาง”

การจะเข้าใจบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองสนิทต้องเริ่มจากการมองให้เห็นว่าระบบเดิมมีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร โดยจากงานวิจัยของ กนกวรรณ อู่ทองทรัพย์ และ คณะ (2568) พบว่าการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบในระดับพื้นที่มีช่องว่างร่วมกัน 3 ประการ ประการแรก คือ ช่องว่างด้านข้อมูล หน่วยงานส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าเด็กคนใดออกจากระบบการศึกษา อยู่ที่ใด และกำลังเผชิญปัญหาใด ประการที่สอง คือ ช่องว่างด้านการประสานงาน เมื่อหน่วยงานแต่ละแห่งดำเนินงานตามภารกิจของตนเอง เด็กที่มีปัญหาหลายด้านพร้อมกันจึงตกอยู่ระหว่างรอยต่อของหน่วยงาน และประการที่สาม คือ ช่องว่างด้านความเข้าใจต่อตัวเด็ก ความช่วยเหลือที่มีอยู่มักจัดให้ในรูปแบบเดียวกันสำหรับทุกคนโดยไม่ได้พิจารณาพฤติกรรม ความต้องการ และบริบทครอบครัวของเด็กแต่ละคน
ช่องว่างทั้ง 3 ประการนี้ส่งผลต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่สถานศึกษาในพื้นที่ชนบทยังขาดแคลนบุคลากรและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาทักษะของผู้เรียน ภาคเอกชนจำนวนไม่น้อย แม้พร้อมเปิดพื้นที่ให้เด็กเข้าฝึกงาน แต่ก็ยังไม่มั่นใจในกฎระเบียบด้านค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี จนเลือกที่จะไม่เข้าร่วม ส่วนนโยบายของรัฐแม้มีอยู่จำนวนมาก ก็ยังลงไปไม่ถึงระดับชุมชน แม้แต่ในพื้นที่ที่ภาคเอกชนเข้มแข็งและพร้อมสนับสนุนทั้งทุน อุปกรณ์ และองค์ความรู้ ความร่วมมือก็มักหยุดอยู่ที่ระดับสถาบันการศึกษา และไปไม่ถึงเยาวชนในชุมชนหรือเด็กนอกระบบ ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การขาดทรัพยากร แต่คือ การขาดกลไกที่เชื่อมทรัพยากรเข้ากับตัวเด็ก พื้นที่จึงต้องมีองค์กรที่ทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ซึ่งรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล และเชื่อมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนเข้าหากันได้ และอบต.หนองสนิท อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ก็คือ ตัวอย่างท้องถิ่นที่เข้ามารับบทบาทนี้ โดยเริ่มจากการเป็นเจ้าภาพเวทีลงนามบันทึกความร่วมมือรวม 19 เครือข่ายเมื่อวันที่ 25 มกราคม
พ.ศ. 2566 ซึ่งทำให้หน่วยงานเชิงนโยบาย สถานศึกษา และภาคชุมชน ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เชื่อมโยงการทำงานเข้าหากันได้อย่างเป็นรูปธรรม

อบต.หนองสนิท ไม่ได้ตั้งโรงเรียนของตนเองและไม่ได้แจกทุน แต่ทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ที่ดูแลเด็กและเยาวชนในตำบล 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ เด็กในระบบการศึกษาที่เสี่ยงจะหลุดออก ซึ่งต้องได้รับการดูแลก่อนปัญหาจะลุกลาม กลุ่มที่สอง คือ เด็กนอกระบบการศึกษา ซึ่งต้องการเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิต ท้องถิ่นเริ่มจากการจัดทำฐานข้อมูลเด็ก ต่อด้วยแผนการศึกษารายบุคคลและแผนอาชีพรายบุคคล โดยมีอาสาสมัครที่เรียกว่า “ผู้ใหญ่ใจดี” เป็นตัวเชื่อม กลไกนี้วางไว้ 3 ระดับ คือ 1) ระดับหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่ใจดีเป็นพี่เลี้ยง ดูแลประมาณ 10 ครัวเรือนต่อคน 2) ระดับตำบล เป็นเครือข่ายที่มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมวางแผนและสนับสนุนการเรียนรู้ และ 3) ระดับอำเภอ เชื่อมกับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ผู้ใหญ่ใจดีไม่ใช่ตำแหน่งทางการ แต่เป็นครูเกษียณ ผู้นำชุมชน หรือคนธรรมดาที่อยากช่วยเด็ก จึงเข้าถึงเด็กได้ใกล้ชิดกว่าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน เด็กบางคนไม่เปิดใจกับพ่อแม่ แต่เล่าเรื่องของตัวเองให้ผู้ใหญ่ใจดีฟัง ผู้ใหญ่ใจดีจึงประเมินปัญหาของเด็กได้ทั้งรายบุคคลและรายครอบครัว แล้วส่งต่อไปยังเส้นทางที่เหมาะสม ทั้งการกลับเข้าเรียน การฝึกอาชีพ หรือการดูแลสุขภาพจิต
กรณีของ “น้องติงลี่” เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนการทำงานและบทบาทของกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีนี้ได้ชัดเจน ติงลี่เคยหลุดจากระบบการศึกษาถึง 2 ครั้ง ทั้งในช่วงมัธยมศึกษาและช่วง ปวช. เพราะติดเพื่อน เมื่อย้ายกลับมาอยู่ตำบลหนองสนิท เขารู้จักโรงเรียนมือถือจากเสียงตามสายของผู้ใหญ่บ้าน และได้เรียนเลี้ยงไก่กับผู้ใหญ่ใจดีตั้งแต่การสร้างโรงเรือน การฟัก ไปจนถึงการเก็บไข่ (ธีรศักดิ์ มณีวงษ์, 2568) และในปัจจุบันน้องติงลี่ ตัวอย่างความสำเร็จนี้เองที่ชี้ให้เห็นถึงกลไกความสำคัญของการมีผู้ใหญ่ใจดีที่ช่วยอุดช่องว่างทั้ง 3 ประการของระบบเดิมโดยตรง คือ การได้ข้อมูลเด็กที่เป็นรูปธรรม หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน และมีคนที่รู้จักเด็กดีพอจะเข้าช่วยได้ทันท่วงที

โรงเรียนมือถือออกวุฒิ
เมื่อกลไกระดับท้องถิ่นและคนพร้อม ภาคเอกชนจึงเข้ามาเติมในส่วนที่ท้องถิ่นทำเองไม่ได้ ในช่วงปี พ.ศ. 2567 – 2568 อบต.หนองสนิททำงานร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) โดยมีเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Young Entrepreneur Chamber of Commerce : YEC) และเจ้าของธุรกิจท้องถิ่นเข้ามาร่วมออกแบบและสนับสนุน จนเกิดเป็นหน่วยจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ที่เดินได้จริง ภาคเอกชนเหล่านี้ช่วยในหลายรูปแบบ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจัดสรรงบให้โรงเรียนสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ เพื่อฝึกทักษะการเกษตรของนักเรียน Central Group สนับสนุนการปลูกแก้วมังกรเพื่อสร้างรายได้ และโอกาสอาชีพให้เด็กและเยาวชนในชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยอีกหลายรายเข้ามาช่วย โดยไม่หวังผลตอบแทน (ณัฐพร วัฒตะนันท์, 2568) สิ่งที่ภาคเอกชนและภาคีในพื้นที่นำมาลง คือ “ทุน” อันหมายถึง ทรัพยากรที่ลงทุนในระบบการเรียนรู้ของเด็ก ส่วนใหญ่ไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นพื้นที่ ความรู้ เครือข่าย และช่องทางการตลาดที่ภาคเอกชนมีอยู่แล้วจากการทำธุรกิจ ส่วนที่อยู่ในรูปงบประมาณก็เป็นงบประมาณที่ลงไปสร้างพื้นที่เรียนรู้ ไม่ใช่เงินที่จ่ายให้เด็กเป็นรายคน ดังนั้น ทุนเหล่านี้จึงไม่ได้ผูกอยู่กับห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่ง แต่เดินตาม “ผู้เรียน” ไปตลอดเส้นทางการเรียนรู้ และครอบคลุมทั้งเด็กในและนอกระบบ กล่าวโดยสรุปว่าทุนเหล่านี้เป็นทุนเชิงระบบนิเวศ 4 ชนิด
ทุน 4 ชนิดที่ประกอบขึ้นเป็นเส้นทางการเรียนรู้ของเด็ก
ในตอนต้นของบทความได้ชี้ว่า สิ่งที่เด็กนอกระบบขาดไม่ใช่แค่ค่าเล่าเรียน แต่คือ กระบวนการทั้งหมดรอบตัวเด็ก ตั้งแต่การค้นหาเด็ก การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ การหาที่ฝึกให้ได้ลงมือทำจริง ไปจนถึงการสนับสนุนให้เด็กคงอยู่ในเส้นทางนั้นได้ กรณี อบต.หนองสนิท แสดงให้เห็นว่าทุนเชิงระบบนิเวศ 4 ชนิด ทำหน้าที่เติมกระบวนการเหล่านี้ได้ครบ โดยมีการแบ่งบทบาทกันตามความถนัดของแต่ละภาคส่วน ทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและทุนด้านตลาดมาจากภาคเอกชนเป็นหลัก ทั้งผู้ประกอบการในพื้นที่ วิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายธุรกิจ ขณะที่ทุนด้านพี่เลี้ยงและหลักสูตรมาจากคนในชุมชน และทุนด้านการเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้มาจากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐ โดยทุนแต่ละชนิดไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่ต่อกันเป็นเส้นทางการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กหนึ่งคนสามารถเดินต่อได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
(1) ทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมการเรียนรู้ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติในเส้นทางการเรียนรู้ของเด็ก ครอบคลุมพื้นที่ โรงเรือน อุปกรณ์ และวัตถุดิบตั้งต้นที่ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จริง ในกรณีของตำบลหนองสนิท ทุนประเภทนี้ปรากฏในรูปของศูนย์การเรียนรู้เลี้ยงและเพาะพันธุ์ไก่เนื้อ “หนองสนิท” ซึ่งมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมในรุ่นแรกมากกว่า 10 คน และฟาร์มเลี้ยงไก่โคราช “พลูโตฟาร์ม” ขณะที่ในสถานศึกษา ทุนประเภทเดียวกันปรากฏในรูปของโรงเรือนเลี้ยงไก่ที่องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก สนับสนุนงบประมาณการก่อสร้าง เพื่อใช้พัฒนาทักษะด้านการเกษตรของนักเรียน พื้นที่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “ห้องเรียนชีวิต” หรือพื้นที่การเรียนรู้ที่ตั้งอยู่ในสถานที่ประกอบการจริงของชุมชน ซึ่งแตกต่างจากห้องเรียนในระบบใน 4 ประการ ได้แก่ 1) ผู้สอนเป็นผู้ประกอบอาชีพนั้นจริง ไม่ใช่ครูตามตำแหน่งทั่วไป
2) เนื้อหาการเรียนรู้มาจากการปฏิบัติงานจริงและความสนใจของผู้เรียน ไม่ใช่หลักสูตรแกนกลาง แต่บูรณาการงานในหลายสาระเข้าด้วยกัน เช่น การคำนวณปริมาณอาหารสัตว์เชื่อมโยงกับคณิตศาสตร์ และการควบคุมอุณหภูมิและสุขอนามัยเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ 3) จังหวะการเรียนรู้เป็นไปตามรอบการผลิตของภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการ ไม่ใช่ตารางสอน และ 4) ผลการเรียนรู้สะท้อนผ่านผลงานที่เกิดขึ้นจริง และการติดตามของพี่เลี้ยงในแต่ละขั้นตอน ผู้เรียนในห้องเรียนชีวิตจึงได้เรียนรู้ภายใต้เงื่อนไขของสภาพจริง ทั้งรอบการผลิต ต้นทุน ความเสี่ยง และมาตรฐานคุณภาพ โดยที่ท้องถิ่นไม่ต้องรับภาระงบประมาณการก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นหน่วยผลิตที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว
(2) ทุนด้านตลาดและห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทำหน้าที่สนับสนุนให้ผู้เรียนคงอยู่ในเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ทุนประเภทนี้มักได้รับความสำคัญน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นปัจจัยชี้ขาดว่าผู้เรียนจะอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากการพัฒนาทักษะเพียงลำพัง โดยปราศจากช่องทางในการนำทักษะไปสร้างรายได้ ย่อมไม่เพียงพอที่จะรักษาเด็กที่ออกจากระบบการศึกษาด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจไว้ในเส้นทางการเรียนรู้ได้ เครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่และธุรกิจท้องถิ่นจึงเข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยงผู้เรียนเข้ากับตลาด ทั้งในฐานะผู้รับซื้อผลผลิต ผู้เปิดโอกาสให้ทดลองทำงาน และผู้เชื่อมโยงทักษะของผู้เรียนเข้ากับความต้องการของตลาด ผู้เรียนจึงสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตหรือทักษะของตนได้ตั้งแต่ระหว่างการเรียนรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนหารายได้ หรือ “Earn” ในแนวคิดของการเรียนรู้สู่อาชีพ (Learn to Earn) เกิดขึ้นจริงระหว่างเส้นทาง ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ปลายทางของการเรียนรู้ และลดแรงกดดันที่ผู้เรียนต้องเลือกระหว่างการเรียนรู้กับการหาเลี้ยงชีพ
(3) ทุนด้านพี่เลี้ยง อุปกรณ์ และหลักสูตรอาชีพ ทำหน้าที่ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละคน ทุนประเภทนี้มาจากคนในชุมชนเป็นหลัก ประกอบด้วยทรัพยากรมนุษย์ องค์ความรู้ และประสบการณ์ของคนในพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถจัดหาได้ด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว ในตำบลหนองสนิท ครูชุมชน ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ใหญ่ใจดี และผู้ประกอบการ ร่วมกันทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่เด็กและเยาวชนเป็นรายบุคคล การจัดหลักสูตรอาชีพจึงไม่ได้เริ่มต้นจากโครงสร้างหลักสูตรสำเร็จรูป หากเริ่มจากความสนใจ ศักยภาพ และเงื่อนไขชีวิตของผู้เรียนแต่ละคนตามแผนอาชีพรายบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่การเลี้ยงไก่ เกษตรอินทรีย์ งานช่างไม้ ช่างตัดผม การค้าขายออนไลน์ ไปจนถึงการประกอบอาหาร เส้นทางการเรียนรู้ ลักษณะนี้จึงปรับเปลี่ยนได้ตามผู้เรียน และมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับเด็กและเยาวชนซึ่งมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกันอย่างมาก อันเป็นลักษณะสำคัญของผู้เรียนนอกระบบการศึกษา




องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (The Active)
(4) ทุนด้านการเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเรียนรู้ และเป็นกลไกที่นำทุนทั้ง 3 ประเภทข้างต้นไปสู่ผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ทุนประเภทนี้มาจากท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก เนื่องจากเด็กที่ออกจากระบบการศึกษาแล้ว มักไม่กลับมาเข้าถึงบริการทางการศึกษาหรือการเรียนรู้ของรัฐด้วยตนเอง ตำบลหนองสนิทจึงนำกลไกโรงเรียนมือถือ (Mobile School) ของ กสศ. มาใช้ ร่วมกับกลไกผู้ใหญ่ใจดีที่ท้องถิ่นจัดตั้งขึ้น เพื่อนำการศึกษาหรือการเรียนรู้เข้าไปหาผู้เรียนในพื้นที่ และให้สอดคล้องตามบริบทการดำเนินชีวิตของผู้เรียนเอง โดยกลไกผู้ใหญ่ใจดีในอัตราส่วนประมาณ 1 คนต่อ 10 ครัวเรือน ช่วยให้ชุมชนรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าเด็กคนใดเริ่มมีความเสี่ยงที่จะออกจากระบบการศึกษา รวมทั้งเข้าใจสาเหตุและเงื่อนไขที่อยู่เบื้องหลัง หากปราศจากทุนประเภทนี้ ทรัพยากรและโอกาสทั้งหมดอาจเข้าถึงได้เพียงผู้เรียนที่มีความพร้อมและสามารถเข้าถึงระบบได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่กลุ่มที่เผชิญความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากที่สุด

ทำไมความยั่งยืนจึงอาจไม่ได้เริ่มต้นจาก “งบประมาณ”
การถอดบทเรียนจากกรณี องค์การบริหารส่วนตำบลหนองสนิทสามารถสรุปเป็นแนวปฏิบัติที่หน่วยงานหรือพื้นที่อื่น ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ และเป็นประเด็นสำหรับการศึกษาวิจัยต่อยอดได้ 6 ประการ ดังนี้
(1) ทุนทั้ง 4 ด้านต้องได้รับการสนับสนุนควบคู่กันจึงจะเกิดเป็นเส้นทางการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ ทุนแต่ละด้านทำหน้าที่ต่างกันในเส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียน และไม่สามารถทดแทนกันได้ หากขาดทุนด้านตลาด การฝึกอาชีพอาจจบลงเพียงการได้รับใบประกาศนียบัตร หากขาดทุนด้านพี่เลี้ยงและหลักสูตร พื้นที่และอุปกรณ์ที่มีอยู่อาจเป็นเพียงโครงสร้างที่ขาดผู้ถ่ายทอดความรู้ และหากขาดทุนด้านการเข้าถึง ทรัพยากรทั้งหมดจะไปถึงเฉพาะเด็กที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ในเชิงปฏิบัติ พื้นที่ที่จะพัฒนาหน่วยจัดการเรียนรู้จึงควรสำรวจว่ามีทุนด้านใดอยู่แล้ว และด้านใดยังขาด ก่อนระดมความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ตรงกับช่องว่างนั้น
(2) ทุนที่ยั่งยืนมาจากทรัพยากรที่ภาคเอกชนมีอยู่แล้วจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ โดยทุนส่วนใหญ่ที่ภาคเอกชนนำมาสนับสนุนในหนองสนิท ได้แก่ พื้นที่และโรงเรือน ช่องทางการตลาด ความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการ อุปกรณ์ และเครือข่ายความสัมพันธ์ในพื้นที่ ต้นทุนส่วนเพิ่มของการนำทรัพยากรเหล่านี้ มาใช้เพื่อการเรียนรู้จึงต่ำกว่าการบริจาคเป็นตัวเงิน ซึ่งเป็นรายจ่ายใหม่ที่ธุรกิจต้องจัดสรรทุกปี และมักถูกลดหรือชะลอเมื่อธุรกิจเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ในเชิงปฏิบัติ การชักชวนภาคเอกชนจึงควรเริ่มจากคำถามว่า “ธุรกิจมีทรัพยากรอะไรอยู่แล้วที่ใช้เพื่อการเรียนรู้ของเด็กได้” มากกว่าการขอรับบริจาคเงิน
(3) ความสัมพันธ์ในพื้นที่เป็นทุนตั้งต้นที่สำคัญกว่าเงิน จุดแข็งของโมเดลหนองสนิทไม่ได้อยู่ที่การระดมทรัพยากรเงินเพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่การนำความสัมพันธ์และทรัพยากรเดิมในพื้นที่มาเชื่อมโยงและจัดวางใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก ความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ผู้นำชุมชนที่ได้รับการยอมรับ และความไว้วางใจระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ทำให้ความร่วมมือดำรงอยู่ได้แม้ไม่มีงบประมาณโครงการ ในเชิงปฏิบัติ พื้นที่ที่จะนำโมเดลนี้ไปใช้ควรลงทุนกับการสร้างและพัฒนาเครือข่ายคน เช่น การพัฒนาทักษะการสื่อสารกับวัยรุ่นของผู้ใหญ่ใจดี ควบคู่ไปกับการระดมทรัพยากร
(4) ท้องถิ่นทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ได้ดี จะเห็นได้ว่า อบต.หนองสนิทไม่ได้ตั้งโรงเรียนหรือแจกทุน แต่ทำหน้าที่จัดทำฐานข้อมูลเด็ก จัดทำแผนการศึกษาและแผนอาชีพรายบุคคล และเชื่อมทรัพยากร จากภาคเอกชน
สถานศึกษา และชุมชนเข้าหากัน บทบาทนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงให้แก่ภาคเอกชน ซึ่งมักลังเลที่จะรับเด็กเพราะไม่รู้ว่าเด็กอยู่ที่ไหน ต้องติดต่อใคร และไม่เข้าใจกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในเชิงปฏิบัติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะรับบทบาทนี้ควรเริ่มจากการมีข้อมูลเด็กรายบุคคล และทำหน้าที่เป็นจุดติดต่อเดียวสำหรับภาคเอกชนที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม
(5) รายได้ระหว่างทางเป็นเงื่อนไขของการคงอยู่ในเส้นทางการเรียนรู้ สำหรับเด็กที่ออกจากระบบการศึกษาเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การได้รับรายได้ตั้งแต่ระหว่างการเรียนรู้ทำให้เด็กไม่ต้องเลือกระหว่างการเรียนกับการหาเลี้ยงชีพ ทุนด้านตลาดจึงไม่ใช่ส่วนเสริม แต่เป็นส่วนที่กำหนดว่าเด็ก จะอยู่ในเส้นทางต่อไปได้หรือไม่ ในเชิงปฏิบัติ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้จึงควรเชื่อมกับตลาด หรือผู้รับซื้อตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่รอให้เด็กเรียนจบก่อนจึงหาช่องทางสร้างรายได้
(6) หากจะกระตุ้นหรือขยายเครือข่ายเอกชนที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบ อาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการจูงใจของรัฐที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงได้ เพราะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นภาคีที่ใกล้ชิดกับเด็กและบริบทของพื้นที่มากที่สุด แต่มาตรการจูงใจในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในรูปสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การบริจาคให้แก่สถานศึกษาที่นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า และสิทธิประโยชน์จากการเข้าร่วมการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work-Integrated Education : CWIE) ธุรกิจขนาดเล็กจะยังใช้ประโยชน์ได้จำกัด ด้วยฐานภาษีที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ มาตรการที่สอดคล้องกับบริบทของธุรกิจกลุ่มนี้ เช่น เงินอุดหนุนค่าจ้างหรือค่าฝึกอบรมที่รัฐร่วมจ่าย ในช่วง 3 – 6 เดือนแรก สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับกิจการที่รับเด็กและเยาวชนนอกระบบเข้าทำงาน การเปิดให้การสนับสนุนทรัพย์สิน หรืออุปกรณ์ที่สามารถนำไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจต่อเงื่อนไขการจ้างงานเยาวชนอายุ 15 – 18 ปี ซึ่งน่าจะช่วยเสริมความมั่นใจและเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนได้
ด้วยเหตุนี้ บทเรียนทั้ง 6 ประการ จึงชี้ให้เห็นว่า หน่วยจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากงบประมาณก้อนใหม่หรือโครงสร้างองค์กรใหม่ แต่เริ่มได้จากการมองเห็นทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ และการมีกลไกที่ประกอบทรัพยากรเหล่านั้นเข้าด้วยกันให้เป็นเส้นทางการเรียนรู้และการมีรายได้ของเด็กแต่ละคน ซึ่งอบต.หนองสนิท ได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถทำหน้าที่นี้ได้
อ้างอิง
กนกวรรณ อู่ทองทรัพย์ และคณะ (2568). โครงการวิจัยเพื่อสังเคราะห์ข้อมูลและถอดบทเรียนเพื่อส่งเสริมและขยายผลแนวทางการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคเอกชนในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา.
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2569). แผนที่เด็กและเยาวชนที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษา ปีการศึกษา 2568. สืบค้นจาก https://isee.eef.or.th/fullmap-eef-oosc
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2569). รายงานประจำปี 2568. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา.
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2569). เมื่อชุมชนกลายเป็นห้องเรียน: พลังทุนชุมชนกับการอุ้มชูเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา. สืบค้นจาก https://community.eef.or.th/learn-to-unlock-40/
ณัฐพร วัฒตะนันท์. (2568). สร้างระบบนิเวศ อุดช่องว่างการศึกษา เมื่อเด็กได้เรียน แต่ไม่ได้ทักษะอาชีพ ทุกภาคส่วนต้องร่วมด้วยช่วยกัน. สืบค้นจาก https://theisaanrecord.co/2025/11/17/solving-educational-and-employment-problems-in-surin-province/
ณัฐพร วัฒตะนันท์. (2568). ปลดล็อคเพื่อเติบโต ดึงผู้ประกอบการร่วมเป็นครู พาเด็กกลับสู่ห้องเรียน. สืบค้นจาก https://theisaanrecord.co/2025/11/25/unlock-growth-engage-entrepreneurs-as-teachers-and-bring-children-back-to-the-classroom/
ธีรศักดิ์ มณีวงษ์. (2568). การศึกษาและความฝันของ “ติงลี่” เด็กชายผู้สนใจวิชาเลี้ยงไก่ ไก่ออกไข่ โรงเรียนมือถือออกวุฒิ. สืบค้นจาก https://theisaanrecord.co/2025/10/08/mobile-school-and-alternative-education-in-surin-province/
กรมส่งเสริมการเรียนรู้. (2569). Dashboard DOLE Zero Dropout ข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2568 จังหวัดสุรินทร์. สืบค้นจาก https://zerodropout.dole.go.th/index.php
ผู้เขียน

