ปัญหาการมองเห็น นับหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ต่อการเรียนรู้ทั้งนอกและในห้องเรียนสำหรับเด็ก ทว่าปัญหาใหญ่นี้กับถูกมองเห็นได้ยากยิ่ง เมื่อทั้งครู ผู้ปกครอง และตัวเด็กเองไม่อาจตระหนักถึง หากไม่ได้รับการตรวจคัดกรองเชิงรุกอย่างเหมาะสม และราคาของ “การมองเห็น” กลับยิ่งทำให้ทางออกของปัญหาห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ
เมื่อพูดถึงอุปสรรคทางการศึกษา สิ่งแรก ๆ ที่ผู้คนนึกถึงมักเป็นปัญหาที่สังเกตเห็นได้ง่ายจากด้วยการมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางเศรษฐกิจ หรือพฤติกรรมที่อาจเป็นสัญญาณของปัญหาบางอย่าง ทว่าอีกหนึ่งปัญหาสำคัญอย่างเรื่องสุขภาพ “การมองเห็น” นั้นกลับแทบไม่ค่อยมีใครตระหนักถึง เพราะไม่อาจสังเกตเห็นได้โดยง่าย หากเด็กไม่ได้เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคและปัญหาสายตาเชิงรุก นอกจากนี้ ทั้งค่าใช้จ่ายและทรัพยากรเวลาสำหรับแก้ปัญหา อย่างการตัดแว่นตา หรือการส่งเด็กเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม ยังเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีและไม่ตระหนักรู้ถึงผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ทำให้ลำดับความสำคัญของปัญหาที่ควรจะแก้ไขให้เร็วที่สุดในเด็กอายุไม่เกิน 10 ปี ถูกฉุดรั้งให้ล่าช้าจนอาจสายเกินแก้ นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการออกแบบนวัตกรรมเพื่อคัดกรองสายตา “I SEE THE FUTURE” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Equity lab ภายใต้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อนำร่องและวางแบบแผนการตรวจคัดกรองสายตาเชิงรุกและตัดแว่นสายตาฟรีให้กับเด็กที่มีความต้องการในแต่ละพื้นที่ อาทิ จังหวัดสุรินทร์ สมุทรสงคราม และปัตตานี
ความตระหนักรู้ในปัญหา: ก้าวแรกสู่การแก้ไข
อุปสรรคด่านแรกของการแก้ไขปัญหาสายตาในเด็กคือการที่คนใกล้ตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูผู้สอน หรือแม้กระทั่งตัวเด็กเอง อาจสังเกตเห็นสัญญาณ แต่ขาดความรู้ความเข้าใจในปัญหาสายตา หรือไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการตรวจคัดกรองเบื้องต้น จึงทำให้ไม่อาจรับรู้ถึงปัญหาที่มีอยู่ เช่น ในกรณีของน้องณฐกร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเดชะปตนยานุกูล จังหวัดปัตตานี ที่แม้จะเคยสงสัยว่าตัวเองสายตาสั้น แต่ก็ไม่เคยเข้ารับการตรวจสายตาอย่างเป็นกิจลักษณะจนกระทั่งโครงการ I See The Future เข้ามาจัดตั้งหน่วยตรวจคัดกรองเคลื่อนที่และตรวจคัดกรองให้กับเธอ โดยเธอเล่าว่าเหตุผลหลักที่ไม่เคยเข้าตรวจสายตาก่อนหน้านี้คือการที่ยังไม่รู้ว่าภาวะสายตาสั้นเป็นปัญหาเร่งด่วน ทั้งยังมีความกังวลต่อค่าใช้จ่ายและความรู้สึกผิดแผกแตกต่างจากเพื่อนเป็นเหตุผลรองที่ทำให้ตัดสินใจไม่ไปตรวจ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่าการมองเห็นไม่ชัดเริ่มก่อปัญหาเล็ก ๆ มากมายทั้งในการใช้ชีวิตประจำวันและการเรียนในห้องเรียน
“ส่วนมากเวลาเรียนผมจะเป็นเด็กหลังห้องครับ เวลาครูเขียนอะไรขึ้นกระดานหรือแชร์จอขึ้นสไลด์ก็จะใช้โทรศัพท์ถ่ายเอาไว้แล้วมาลอกต่อ แต่บางครั้งครูเขาก็ไม่ให้ใช้โทรศัพท์เลย ก็ต้องอาศัยลอกจากเพื่อนเอา” ณฐกรอธิบายว่าแม้ขั้นตอนที่เพิ่มเข้ามาระหว่างเรียนจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่มันก็ส่งผลให้การเรียนในห้องของเขาช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่า ในการใช้ชีวิตนอกห้องเรียน ภาวะสายตาสั้นกลับส่งผลกระทบที่น่ากังวลกว่านั้นมาก “เวลาเล่นฟุตบอลแล้วมองไม่เห็นลูก มันก็อันตรายครับ ผมแยกไม่ค่อยออกด้วยว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน หรือบางครั้งขี่รถแล้วมันมองไม่เห็นก็ขี่ชนเลยก็มี”
ทว่าการตระหนักรู้นั้นเป็นอุปสรรคสำคัญหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสายตาในเด็ก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่หลายครอบครัวมีเงื่อนไขที่จำกัดและปัญหาทับซ้อน เช่น เรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดสรรทรัพยากรเพื่อเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองสายตาที่จะทำให้พวกเขาได้ทราบถึงปัญหา

เมื่อข้อจำกัดเรื่องเศรษฐกิจและทรัพยากรของครอบครัว ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองที่เป็นด่านแรกของการตระหนักและแก้ไขปัญหา
แม้ว่าหลายครอบครัวจะตระหนักถึงปัญหาสายตาของเด็ก แต่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักให้การแก้ไขปัญหาถูกเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากทางผู้ปกครองยังมีปัญหาที่เร่งด่วนกว่าต้องแก้ไข นั่นคือปัญหาทางเศรษฐกิจและทรัพยากรเวลาในผู้ปกครองที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ เช่น ในกรณีของฟาติน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล
ครอบครัวของฟาตินรับทราบถึงปัญหาสายตาของเขาที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เมื่อแว่นตาคู่เดิมเสียหายเกินซ่อมแซม ผู้ปกครองก็ไม่สามารถช่วยสนับสนุนค่าตัดแว่นตาใหม่ได้ เนื่องจากปัญหาทางการเงินของครอบครัว และจำเป็นต้องผลัดผ่อนเรื่องการตัดแว่นตาใหม่ให้กับลูกชายออกไปก่อน
“แม่ผมเขาทำอาชีพค้าขาย เขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 กว่าจะได้กลับมาถึงบ้านก็ตอนสาย ๆ เพื่อมาจัดการธุระที่บ้าน ทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลามาดูแลเรื่องนี้ ส่วนเรื่องรายได้ผมก็เข้าใจว่ามันไม่ค่อยจะแน่นอน ผมเคยคิดว่าแค่ตัดแว่นราคามันคงจะไม่เท่าไหร่ แต่พอมารู้เข้าจริง ๆ แล้วมันก็หนักอยู่เหมือนกันครับ” ฟาตินเล่าว่า หากไม่ได้เข้ารับการตรวจคัดกรองและตัดแว่นตาฟรีจากโครงการ I See The Future ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าปัญหาสายตาของเขาจะได้รับการแก้ไขในเร็ววัน

อีกหนึ่งกรณีตัวอย่างเป็นของน้องบาชีละห์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัชฎาภิเษก ซึ่งมีทั้งภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ปัญหาเกี่ยวกับประสาทตา และอาจมีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability) แม้ว่าคุณแม่ของน้องบาชีละห์จะทราบถึงปัญหาที่ลูกกำลังประสบอยู่ แต่การที่ต้องเลี้ยงดูลูกทั้งสองคนด้วยตัวคนเดียว ก็ส่งผลให้การดูแลปัญหาสายตาของลูกสาวต้องถูกผลัดผ่อนออกไปก่อน
“นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ยังมีปัญหาที่เราไม่มีรถ (ไปโรงพยาบาล) ด้วย แม่ต้องดูแลลูกเล็กอีกคน แล้วช่วงโควิดก็พาไปที่โรงพยาบาลด้วยไม่ได้ สามีก็ทำงานอยู่ต่างประเทศ เลยไม่มีโอกาสพาน้องไปตรวจสักที” คุณแม่ กล่าวถึงการพาลูกสาวมาตรวจคัดกรองและตัดแว่นสายตาที่ศูนย์พักพิงอุ่นไอรัก จ.ปัตตานี หนึ่งในจุดตรวจคัดกรองของโครงการ I See The Future ว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ปัญหาสายตาของลูกสาวได้ถูกแก้ไขให้เร็วยิ่งขึ้นด้วยการประสานงานระหว่างหน่วยตรวจคัดกรองกับโรงพยาบาลในพื้นที่ ซึ่งช่วยลดภาระในเรื่องของการเดินทางได้เป็นอย่างมาก
นอกจากข้อจำกัดของแต่ละครอบครัวที่มีไม่เท่ากันแล้ว การเข้าถึงและการรับรู้ข้อมูลสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็เป็นก้าวสำคัญของการแก้ไขโรคและปัญหาสายตาในเด็กที่มักถูกมองข้ามออย่างน่าเสียดาย
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า: ความตระหนักรู้ถึงสิทธิอันพึงมี
แม้ว่านโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ความรู้ความเข้าใจในสิทธิการตัดแว่นตาสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีกลับไม่อยู่ในการรับรู้ของผู้คนทั่วไปมากเท่าที่ควร เช่น ในกรณีของคุณพ่อของน้องอาซะหย๊ะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบางคัน จังหวัดปัตตานี ที่เพิ่งพบว่าลูกสาวมีปัญหาสายตาสั้นจากการสังเกตของครูประจำชั้น คุณพ่อเล่าว่าที่บ้านไม่เคยมีใครประสบปัญหาเรื่องสายตาเลย หากทางโรงเรียนเรียนไม่แจ้งให้พาลูกมาเข้ารับการตรวจคัดกรองที่หน่วยโรงเรียนเดชะปตนยานุกูล ก็ไม่มีทางทราบว่านอกจากการตัดแว่นตากับโครงการ I See The Future แล้ว เด็ก ๆ ยังสามารถใช้สิทธิตัดแว่นตาฟรีจากนโยบายหลักประกันสุขภาพได้ด้วย
“ไม่เคยได้ยินการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้เลยครับ พอรู้ว่ามีแบบนี้ก็อยากให้โรงพยาบาล หรือหน่วยงานลงไปในพื้นที่ในโรงเรียน เพื่อสอบถามคัดกรองและสายตาของเด็ก ๆ ให้มากขึ้นเลย” คุณพ่อกล่าว
ส่วนในกรณีของคุณแม่ของน้องเจ้านาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลปัตตานี กล่าวว่า แม้ตนจะทำงานอยู่ในโรงพยาบาล แต่ก็ไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องสิทธิการตัดแว่นตาในเด็กเลย
“ทำงานโรงพยาบาลก็จริงนะคะ แต่ว่าไม่รู้เลย ที่ได้มารู้เพราะว่าตอนนั้นขาแว่นลูกหัก แม่ก็จะพาไปซ่อม เจ้าหน้าที่ในโครงการเขาก็เห็นเขาก็บอกว่าเนี่ยมันมีสิทธิตัดแว่นฟรีนะ สำหรับคนที่เขาไม่มีปัจจัยที่จะไปสนับสนุนให้ลูกในส่วนนี้เราก็คิดว่ามันดีเหมือนกัน เพราะกว่าจะเก็บเงินไปให้ลูกได้ตัดแว่น มันก็ลําบาก”
นอกจากนี้คุณแม่ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของเด็กทั้งก่อนและหลังได้มองเห็นชัดด้วยแว่นตาไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า “เราก็สงสารลูกนะคะ เวลาจะอ่านหนังสือเขาต้องก้มแบบชิดพื้น แล้วก็ต้องหรี่ตาแบบนี้ แต่ว่าพอเขาได้แว่น บุคลิกภาพเขาก็เปลี่ยนเลย เราเห็นได้จากรอยยิ้มที่มันออกมาค่ะ เขาสามารถมองเห็นเหมือนที่เพื่อนคนอื่นมองเห็น เหมือนเวลาเราเองใส่แว่นสายตานั่นแหละค่ะ มันมองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นแล้วมันก็รู้สึกว่ามีความสุข” สิ่งนี้บ่งชี้ว่าการที่เด็กได้มองเห็นโลกได้คมชัดอย่างที่ควรจะเป็น ไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาเรื่องการศึกษาในห้องเรียน แต่ยังช่วยพัฒนาชีวิตของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการการเรียนรู้ที่สมวัย ความมั่นใจ ความปลอดภัย และวิสัยทัศน์ที่พวกเขามีต่ออนาคตของตนเอง

