สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมสร้างสรรค์คลิป Tiktok แก่นักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับซิมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น สุรินทร์ เพชรบูรณ์ สระแก้ว และสงขลา จำนวนกว่า 120 คน ภายใต้โครงการพัฒนาและประเมินผลการสร้างแรงจูงใจและกลไกกระตุ้นการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ออนไลน์ ส่งเสริมนักเรียนให้เป็นนักการศึกษารุ่นเยาว์ ผ่านการใช้ซิมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือที่เรียกว่า “SIM พร้อมเรียน” พร้อมชวนส่งคลิปเข้าประกวด ใน 5 หัวข้อ ได้แก่ วันนี้ที่พิเศษของเรา (One Day with Us: ตั้งแต่ตื่นนอนถึงเข้านอน), สิ่งที่โรงเรียนเรามีไม่เหมือนใคร (5 Facts in my school), โตไปทำอะไรดี, CHAT GPT ช่วยเราทำอะไรได้ และ บอกตายายให้ระวังแก๊ง call center ยังไงดี เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 13,500 บาท
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นการศึกษาการสร้างแรงจูงใจและกลไกกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียนผ่านทางออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ภายหลังจากที่ได้มีการแจกซิมอินเทอร์ความเร็วสูง หรือ “SIM พร้อมเรียน” แก่นักเรียนทุนเสมอภาคในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 และประถมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ จำนวน 357,000 คน โดยมีระยะเวลาการใช้งาน 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 – 31 กรกฎาคม 2568 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กสศ. กับ กสทช. เพื่อส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสำหรับการเรียนรู้และพัฒนาตามศักยภาพของนักเรียน




ภัทรชัย อ่อนน่วม นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนยากจนพิเศษ (ทุนเสมอภาค) ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของนักเรียนยากจนพิเศษปี 2564 โดย กสศ. และ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สะท้อนให้เห็นอุปสรรคสำคัญสามด้าน ได้แก่
1. การไม่มีอินเทอร์เน็ตบ้าน ร้อยละ 66 ของนักเรียนยากจนพิเศษไม่มีอินเทอร์เน็ตบ้าน ต้องพึ่งพาการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการติดตั้งอินเทอร์เน็ตบ้านมีค่าใช้จ่ายสูง บริการไม่ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล และยังต้องใช้ไฟฟ้าและเอกสารประกอบการสมัคร ซึ่งบางครัวเรือนมีไม่พร้อม
2. การขาดแคลนอุปกรณ์ที่เหมาะสม ร้อยละ 71 ของนักเรียนยากจนพิเศษใช้เพียงโทรศัพท์มือถือในการเรียนรู้ ขณะที่มีนักเรียนไม่ถึงร้อยละ 5 ที่มีแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ประสบการณ์การเรียนรู้ไม่เต็มที่ เด็กบางคนต้องเพ่งหน้าจอขนาดเล็ก หรือประสบปัญหาโทรศัพท์ร้อนและแบตเตอรี่หมดเร็ว
3. ภาระด้านการเงินสำหรับเติมอินเทอร์เน็ต ครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษมีรายได้น้อย แต่กลับต้องจัดสรรค่าใช้จ่ายเพื่อการเติมอินเทอร์เน็ตสูงกว่าครัวเรือนทั่วไป โดยพบว่าถึงร้อยละ 17 ของรายได้ครัวเรือนถูกใช้ไปกับค่าอินเทอร์เน็ตมือถือ ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่าครอบครัวทั่วไปเกือบ 4 เท่า
จากผลการสำรวจดังกล่าว สามารถวิเคราะห์ได้ว่า หากนักเรียนยากจนพิเศษได้รับการสนับสนุนให้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม และส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับผลลัพธ์ทางการศึกษา ช่วยลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้พัฒนาศักยภาพของตนได้เต็มที่ในระยะยาว
“อินเทอร์เน็ตไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และองค์ความรู้ที่หลากหลาย แต่ยังช่วยเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะนักเรียนยากจนพิเศษ สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ถูกจำกัดด้วยภูมิศาสตร์หรือฐานะทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดช่องว่างทางดิจิทัล สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างเต็มที่ และอาจนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและโอกาสชีวิตที่เป็นธรรมมากขึ้น”

นอกจากนี้เพื่อให้การดำเนินโครงการจัดสรรซิมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับนักเรียนยากจนพิเศษเกิดผลกระทบเชิงบวกสูงสุด และสามารถประเมินประสิทธิภาพของการดำเนินงานได้อย่างรอบด้าน สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจึงร่วมมือกับคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนาและประเมินผลกลไกการสร้างแรงจูงใจเพื่อการเรียนรู้ออนไลน์ของนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับการสนับสนุนซิม อินเทอร์เน็ต โดยมี ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ เป็นหัวหน้าโครงการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนา ทดลอง และประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนทุนเสมอภาคจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยใช้กลไกการสร้างแรงจูงใจหรือการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ควบคู่การทดลองทางเศรษฐศาสตร์ และประเมินผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ของมาตรการสนับสนุนอินเทอร์เน็ต เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขยายผลและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพในอนาคต
อาจารย์นิชาภัทร ไม้งาม นักวิจัยโครงการ กล่าวถึงที่มาในการเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยในโครงการนี้และการดำเนินงานในภาพรวม ซึ่งเป็นการต่อยอดการศึกษาเรื่องกลไกการสร้างแรงจูงใจและการกระตุ้นการเรียนรู้ออนไลน์จากโครงการที่ผ่านมา โดยในโครงการนี้ได้มีการใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเข้ามาเป็นเครื่องมือทดลองและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้จากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของนักเรียนทุนเสมอภาค เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมนักเรียนซึ่งเป็นผู้ใช้งาน (USER) และให้สอดคล้องกับความต้องการในการเรียนรู้ ซึ่งได้มีการออกแบบการทดลอง (Experiment) แต่ละกลุ่มที่มีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน และมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทดลองและประเมินผลลัพธ์จากการใช้ซิมอินเทอร์เน็ตในการเรียนรู้ แรงจูงใจที่จะทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งยังเสริมองค์ความรู้ยุคดิจิทัลด้วยการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ผ่านการทำคลิป (Human Workshop) เปลี่ยนจาก ‘ผู้ใช้งาน’ เป็น ‘ผู้สร้างผลงาน’ และเมื่อโครงการดำเนินแล้วเสร็จจะมีการประเมินผลลัพธ์ทางสังคม จากการที่มีโครงการนี้เกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อออกแบบการเพิ่มโอกาสการศึกษาจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการเรียนรู้ออนไลน์ของนักเรียนทุนเสมอภาคต่อไป

ด้าน อาจารย์จารุวัฒน์ เอมซ์บุตร นักวิจัยโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาครั้งนี้ ได้ทำการทดลองตามสมมติฐาน 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบของเนื้อหาที่เรียนรู้ และรูปแบบของแรงจูงใจที่เป็นตัวเงินที่ส่งผลต่อการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผลจากการทดลองนี้จะช่วยนำไปสู่การออกแบบนโยบายทางสังคมต่อไป
“รูปแบบแรก คือ เราอยากรู้ว่าการเรียนรู้ของเด็กใช้เนื้อหาแบบใดที่จะสามารถดึงดูดหรือสร้างแรงจูงใจให้เด็กได้ดีกว่ากัน อีก 1 มิติ เรารู้อยู่แล้วว่าแรงจูงใจที่เป็นตัวเงิน สามารถจูงใจเด็กให้เกิดการเรียนรู้ได้ แต่แรงจูงใจที่เป็นตัวเงินรูปแบบใดที่จะกระตุ้นเด็กได้ดีกว่ากัน”
สำหรับรูปแบบเนื้อหาจะแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เนื้อหาวิชาการ เช่น วิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ รูปแบบที่ 2 เนื้อหาที่เกี่ยวกับความสนใจ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ตามอัธยาศัย และ
รูปแบบที่ 3 เนื้อหาที่เกี่ยวกับอาชีพ เพื่อพิจารณาความแตกต่างของเนื้อหาที่ส่งผลต่อการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียน ส่วนรูปแบบแรงจูงใจที่เป็นตัวเงินที่จะกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ จะแบ่งการทดลองออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 ให้ทุนการศึกษาที่สูงแต่มีจำนวนจำกัด เน้นการแข่งขันเพื่อให้ได้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่สนใจเรื่องทุนการศึกษา รูปแบบที่ 2 ให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนทุกคน หากสามารถทำได้ตามเงื่อนไขทุกประการก็จะได้รับทุนการศึกษา รูปแบบที่ 3 ให้ทุนการศึกษาโดยผ่อนคลายเงื่อนไขบางอย่าง เพิ่มโอกาสในการที่นักเรียนอาจมีข้อจำกัดบางอย่างในชีวิตที่ไม่สามารถทำตามเงื่อนไขได้ทั้งหมด เช่น ถ้ากำหนดเงื่อนไข 8 ครั้ง แต่สามารถทำได้เพียง 5 ครั้ง ก็ยังได้รับทุนการศึกษาอยู่ แต่อาจมีการเพิ่มรางวัลสำหรับนักเรียนที่ทำได้ครบ 8 ครั้ง ดังนั้นผลจากการทดลองรูปแบบเนื้อหาและแรงจูงใจที่แตกต่างกันทั้ง 3 รูปแบบนี้
จะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการสร้างแรงจูงใจเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่อาจนำไปสู่การออกแบบนโยบายทางสังคมต่อไป

ขณะที่ อาจารย์ศิวัช พู่พันธ์พานิช นักวิจัยโครงการ กล่าวว่า ในการประเมินผลลัพธ์ทางสังคมของโครงการ (Social Impact Assessment : SIA) มีหลายประเด็นที่ต้องนำมาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ได้แก่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ (Stakeholder) ซึ่งในโครงการนี้ จะวิเคราะห์โดยแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Supply sides คือ กสศ. และ กสทช. ที่เป็นผู้ให้ซิมอินเทอร์เน็ต กลุ่ม Demand side คือ คนที่รับซิม คือ ตัวนักเรียน และกลุ่มที่ 3 คือตัวกลาง คือคุณครูที่คอยประสานงานระหว่างผู้ให้ซิมอินเทอร์เน็ตกับนักเรียน ผลผลิตที่จะเกิดขึ้นในระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้ว่านักเรียนมีการเรียนรู้ทางออนไลน์เป็นอย่างไร และพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่ได้รับซิมอินเทอร์เน็ต โดยจะวิเคราะห์จากจำนวนการใช้งาน ความถี่ การรู้จักช่องทางการเรียนรู้และอื่นๆที่จะได้จากการตอบแบบสอบถามของนักเรียนเพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังต้องประเมินผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ ทั้งความสำเร็จในการเรียนรู้ออนไลน์ของนักเรียนหลังจากรับซิมอินเทอร์เน็ต (Learning outcome) การเปลี่ยนแปลงเรื่องทักษะ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital literacy) และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

