เข้าสู่ระบบ

การวิจัยนี้เป็นการออกแบบวัดและประเมินทางการคิดที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ใช้กรอบแนวคิดความสามารถด้านการคิดสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

ความคืบหน้า 100%

โครงการพัฒนากระบวนการเสริมสร้างและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษา

ที่มาและหลักการ

ตามที่สํานักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา เสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู ตามมาตรา 5 (3) และมาตรา 5 (6) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ระบุวัตถุประสงค์ให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอน สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนตามพื้นฐานและศักยภาพที่แตกต่างกันดําเนินการ หรือจัดให้มีการศึกษาวิจัย หรือค้นคว้าแนวทางในการพัฒนาครูให้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความรู้ และมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนเพื่อ ลดความเหลื่อมล้ําในการศึกษา โดยมีแรงจูงใจที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครู โดยเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนพัฒนาเด็กและเยาวชนตามพื้นฐานและศักยภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นหมายความรวมถึงครูที่กําลังปฏิบัติหน้าที่สอน (ครูประจําการและครูผู้ช่วย) และผู้ที่จะเป็นครูในอนาคตด้วย

และองค์การความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD : Organization of Economic Cooperation Development) ได้นําเสนอเอาไว้ว่าปัจจุบันสภาวการณ์ของโลกกําลังเปลี่ยนไป แนวโน้มการจ้างงานว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ที่สําคัญคือ 60% ของงานในอนาคตจะเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ที่โรงเรียน หรือผู้ทําหลักสูตรไม่สามารถคาดการณ์ได้ ความรู้เนื้อหาที่สอนผู้เรียนในวันนี้ ในอนาคตอันสั้น อาจจะไม่สามารถนําไปใช้ได้เนื่องจากความล้าสมัย ดังนั้นเด็กยุคใหม่จะต้องมีทักษะที่แข็งแกร่งมากกว่าความรู้ที่ถูกพร่ําสอน และจะดีขึ้นไปอีกถ้าผู้สําเร็จการศึกษาสามารถสร้างสรรค์งานได้เอง ทําให้การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนปัจจุบันได้เสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้นักเรียน ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดความอยากจะคิด มีแรงจูงใจในการหาคําตอบ เป็นสําคัญ โดยผู้บริหารและครูต้องเปลี่ยนมุมมอง รู้จักท้าทายกฎตายตัว จึงจะสามารถสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ให้แก่เยาวชนได้ โดยคุณสมบัติของครูที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด โดยสรุป ครูต้องเปลี่ยนบทบาทใหม่เป็นผู้เปิดโลกทัศน์ สร้างความ ท้าทาย ด้วยกิจกรรมให้นักเรียนได้ลงมือทําจริงทุกคน ทุกคนในห้องเรียนเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน และช่วยฝึกให้นักเรียนมีการฝึกการควบคุมอารมณ์ และการสะท้อนอย่างต่อเนื่อง องคาพยพด้านการศึกษาของประเทศจะต้อง Focus ไปที่ความคิดสร้างสรรค์ หรือพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ สนับสนุนกันและกันในการจัดกระบวนทัศน์การเรียนรู้ใหม่ๆ ในชั้นเรียนของเด็กๆ

ดังนั้นจึงเห็นว่าการใช้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร คณะครูทุกคน คณะกรรมการสถานศึกษาฯลฯ ซึ่งถ้าโรงเรียนใช้ AL (Active Learning) ครูทุกคนก็ใช้ AL ในการจัดการเรียนรู้ของเด็ก และงานอื่นๆ ก็ให้การสนับสนุน ทั้งการบริหารบุคคล งบประมาณ และทั่วไปไม่ใช่แค่ทุกช่วงชั้น แต่ครูทุกคนเทอมที่ 1 เริ่มที่ ครู ม.2 บางคนที่เรียกว่าครูแกนนํา ต้องให้เขาเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงตามหลักการที่ถูกต้องอย่างครบวงจร เพื่อการเรียนรู้และปรับกระบวนทัศน์ เป็นเรื่องสําคัญในเวลาเดียวกัน เทอม 1 ผู้บริหาร ครูวิชาการ จะต้องเรียนรู้คู่ขนานและปรับระบบบริหารด้วย Q-Goal เพราะ Q-Goal คือระบบแผนงานของโรงเรียน ดังนั้น WSA. จะเกิดดูได้จาก Q-Goal ต้องมีระบบสารสนเทศ ที่มีความสําคัญอีกระบบหนึ่ง เพราะจะช่วยเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนําไปใช้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ต้องมี PLC เป็นเครื่องมือสําคัญเพื่อให้ครูได้รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดการความรู้ (KM) ภายในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง มี Network แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรง เป็นพลังกลุ่มที่ทําให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยกระตุ้นการพัฒนา

ซึ่งเราเรียกเครื่องมือนี้ว่า Whole School Approach หรือ WSA. ซึ่งหมายถึงการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบการบริหารจัดการระบบการจัดการเรียนการสอน ระบบการประกัน คุณภาพภายใน ระบบการพัฒนาบุคลากร การดูแลนักเรียนให้ทั่วถึง ระบบสนับสนุนฯลฯ

ดังนั้นกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Learning Process) 6 ขั้นตอนของคณะวิจัย ควรขยายผลไปให้ทั่วถึงทุกช่วงชั้นของโรงเรียนตามความเหมาะสมของนักเรียนแต่ละช่วงชั้น

นักวิชาการในประเทศไทยจากหลายหน่วยงานจึงรวมกลุ่มกันเดินหน้าทําวิจัยร่วมกับ OECD พัฒนาเครื่องมือประเมินและส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดวิเคราะห์ที่ทาง OECD เองเชื่อว่า เป็นแบบวัดที่สอดคล้องกับโลกยุคศตวรรษที่ 21 เครื่องมือวัดดังกล่าวจะเหนี่ยวนําพฤติกรรม การจัดการเรียนการสอนของครูทั่วโลกให้เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ให้กับผู้เรียน และในที่สุดเครื่องมือวัดนี้จะกลายเป็นคานงัดที่พลิกแนวคิดในการจัดการศึกษาจนเกิดความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างไปทั่วโลก ซึ่งองค์การ OECD คาดหวังไว้ว่าในปี 2021 เครื่องมือวัดดังกล่าวจะถูกนํามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ ข้อสอบ PISA อีกด้วย โดยโครงการดังกล่าวมีประเทศภาคีที่ร่วมทําวิจัยทั้งสิ้น 14 ประเทศ ทั่วโลก

ซึ่งสามารถแบ่งเป็นเครื่องมือต่างๆ ได้ดังนี้

  1. แบบวัดความรู้ (Pre-test /Post-test)
  2. เครื่องมือวัดและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ (EPOC)
  3. แบบสอบถาม นักเรียน ครู โรงเรียน และผู้ปกครอง เพื่อสํารวจข้อมูลพื้นฐาน
  4. แบบประเมินตนเอง
  5. แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ตามสภาพจริงด้วย Rubrics

โดยเครื่องมือดังกล่าวครูทุกคนในโครงการจะได้ใช้ และตัวหลักที่เหนี่ยวนําการปรับการเรียนการสอน นั่นก็คือ “แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ตามสภาพจริงด้วย Rubrics” ซึ่ง Rubric ใน Version ของ OECD ว่า เป็นเครื่องมือเชิงกระบวนการ ที่นําเอาหัวใจสําคัญของระบบการศึกษาเพื่อพัฒนากระบวนการคิดของมนุษย์ 2 สิ่งมาผสมผสานกัน สําหรับปีการศึกษา 2563-2560 คณะวิจัยมีแผนดําเนินการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณคุณภาพและเชิงปริมาณเพื่อจัดทําฐานข้อมูลของประเทศไทยอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้จะเน้นไปที่การคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบเป็นแม่ข่ายในการใช้เครื่องมือ และสามารถขยายผลไปสู่โรงเรียนลูกข่ายซึ่งอยู่ภายในโซนพื้นที่ใกล้เคียง มาทดลองใช้เครื่องมืออย่างเข้มข้น เพื่อครูเหล่านั้นจะได้พัฒนาเป็นครูต้นแบบและเป็นทีม Coach ต่อไปได้

เพื่อให้การดําเนินการวิจัยร่วมกับองค์การโออีซีดีในปีการศึกษา 2563-2564 ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2563 – สิงหาคม 2564 มีประสิทธิภาพสูงสุด กสศ.ในฐานะหน่วยงานประสานงานประจําประเทศไทยจึงจําเป็นต้องดําเนินการระดมทรัพยากรและคณะนักวิจัยที่มีความรู้และประสบการณ์ในการ พัฒนาเครื่องมือดังกล่าวในปีการศึกษา 2558-2559 เพื่อทํางานร่วมกับหน่วยงานภาคีวิจัย ได้แก่ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และมูลนิธิยุวสถิรคุณ ที่ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสนับสนุนการวิจัยการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ของเด็กเยาวชน และครูไทยในศตวรรษที่ 21 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ภายใต้วัตถุประสงค์และกรอบการดําเนินงานที่กล่าวไปนี้

1. เพื่อพัฒนากระบวนการส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดวิเคราะห์ในชั้นเรียน 

2. เพื่อพัฒนาครูมัธยม และศึกษานิเทศก์สังกัด 42 เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้เป็นวิทยากรแกนนําด้านกระบวนการส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดวิเคราะห์ในชั้นเรียน 

3. เพื่อพัฒนากระบวนการสร้างเครือข่ายครูมัธยม และศึกษานิเทศก์สังกัด 42 เขตพื้นที่ด้านกระบวนการส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดวิเคราะห์ในชั้นเรียน 

4. เพื่อพัฒนาต้นแบบแผนการจัดการเรียนรู้ของครูที่เกิดจากการเรียนรู้จากเครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดวิเคราะห์ในชั้นเรียน

1) เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 42 เขต 

2) สถานศึกษานําร่อง คือ โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวน 84 โรง 

3) ครูในสถานศึกษานําร่องจํานวน 84 โรง โรงละอย่างน้อย 2 คน รวม 168 คน และศึกษานิเทศก์จากเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 42 เขต อย่างน้อยเขตละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 250 คน 

4) ผู้อํานวยการโรงเรียน จํานวน 100 คน 

5) รองผู้อํานวยการโรงเรียนฝ่ายวิชาการ หรือ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ จํานวน 100 คน

1) นักเรียนในสถานศึกษานําร่องมีทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะคิดวิเคราะห์เพิ่มมากขึ้นซึ่งทําให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เพิ่มร้อยละ 10 และทําให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการประเมิน PISA 2021 

2) สพฐ. มีคลังข้อมูลตัวอย่างแผนการสอน ข้อมูลการถอดบทเรียน รวมถึงทรัพยากรสนับสนุนอื่นที่จัดเก็บบนฐานข้อมูลออนไลน์ให้แก่ครูผู้สอน 

3) เกิดศูนย์ประสานงานด้านการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ในชั้นเรียนประจําภูมิภาค 6 ศูนย์ กระจายตามจังหวัดนําร่องเพื่อถ่ายทอดและขยายผลอย่างทั่วถึง ครอบคลุมครูและศึกษานิเทศก์จํานวน 250 คน 

4) ได้วิทยากรแกนนําเพื่อสร้างเครือข่ายศึกษานิเทศก์สังกัด 12 เขตพื้นที่การศึกษาสําหรับการใช้เครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดวิเคราะห์ในชั้นเรียน ให้แก่ครูผู้สอนในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนในการประเมิน PISA 2021 ได้ต้นแบบแผนการจัดการเรียนรู้ของครูที่เกิดจากการเรียนรู้จากเครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดวิเคราะห์

การวิจัยนี้เป็นการออกแบบวัดและประเมินทางการคิดที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ใช้กรอบแนวคิดความสามารถด้านการคิดสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยผู้วิจัยได้สังเคราะห์กรอบแนวคิดดังกล่าวประกอบเป็นการออกแบบการวัดและประเมินทางการคิดที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เป็น 2 มิติ คือ 1) มิติด้านการคิด ได้แก่ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น และ ความคิดริเริ่ม กระบวนการจัดการปัญหา และ 2) มิติด้านจิตใจและบุคลิกภาพได้แก่ความอยากรู้อยากเห็น และการเชื่อมโยงกับสังคม

การศึกษามีส่วนสําคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของการพัฒนาประชากร พระบรมราชโอวาทตอน หนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ครูใหญ่และนักเรียน ณ พระตําหนักจิตรดารโหฐาน ความว่า “การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรมของบุคคลเพื่อเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรที่มีคุณภาพ จําเป็นต้องมีลักษณะประการหนึ่ง คือ การมีความคิดสร้างสรรค์ (กรมวิชาการ 2530 : 1) เพราะผลผลิต ทางด้านความคิดสร้างสรรค์ต้องอาศัยทั้งความคิดฝัน ความคิดจิตนาการ บวกความอุตสาหะ พากเพียร มานะ ไม่ยอมเลิกล้มความคิดง่ายๆ จนกระทั้งคิดได้สําเร็จ ความคิดสร้างสรรค์จึงนับว่าเป็นความสามารถที่สําคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ซึ่งมีคุณภาพมากกว่าความสามารถด้านอื่นๆ และเป็นปัจจัยที่สําคัญในการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ ประเทศใดก็ตามที่สามารถแสวงหา พัฒนาและดึงเอาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของคนในประเทศออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสพัฒนาและเจริญก้าวหน้ามากกว่านั้น (อารี รังสินันท์ 2532. 5) ซึ่งก็สอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ให้การจัดการการเรียนรู้ในหลักสูตรดังกล่าว ได้ให้ ความสําคัญกับการพัฒนาผู้เรียนทางด้านการคิดและการนําความรู้ไปใช้ในชีวิตอย่างมีคุณภาพ (แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะคิดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 : คํานํา) จะเห็นได้ว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบสําคัญในกระบวนการสร้างคนที่มีคุณภาพไปพัฒนาประเทศชาติ เพราะ ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็นกระบวนการทางสมองของมนุษย์ในการรับรู้เรียนรู้ และเกิดเชาวน์ปัญญาไหวพริบ ทําให้สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งที่ประทับใจหรือจินตนาการที่พึงพอใจของตนและเกิดแรงบันดาลใจให้มีความพยายามประยุกต์สร้างสิ่งใหม่ โดยอาศัยกระบวนการความคิด ทฤษฎี และหลักการคิดพิจารณาดําเนินการสร้างให้เกิดผลงานขึ้น จากความคิดนั้น ที่ต้องอาศัยความชํานาญ ความรู้ เชาวน์ปัญญา ไหวพริบ จินตนาการ และแรงบันดาลใจ ของมนุษย์ร่วมกัน จึงจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ ความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นความสามารถของมนุษย์และ เป็นปัจจัยจําเป็นในการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์

ในปัจจุบันมีนักจิตวิทยาหลายท่านได้ทําการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ พบว่า มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาส่งเสริมความสามารถด้านนี้ให้สูงขึ้นได้ ด้วยการสอนและการฝึกที่ถูกวิธี ตลอดจนมีข้อเสนอแนะว่า ควรฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กแต่เยาว์วัย (อารี รังสินันท์ 2532. 5) ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นคุณลักษณะที่ควรได้รับการเสริมสร้างและพัฒนาให้ สูงขึ้น เพื่อให้เด็กได้เจริญเติบโตเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง และพร้อมที่จะสร้างสรรค์ ประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป กอร์ดอน (Gordon 1961: 6) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของงานในชีวิตประจําวันและการใช้ชีวิตส่วนตัวของเราทุกคนโดยถูกนํามาใช้ในการเพิ่มศักยภาพในการแก้ปัญหา ทําให้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้นและยังส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ในสังคมให้ดีขึ้นด้วย และความคิดสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้นได้ในทุกสาขาวิชาไม่ใช่เฉพาะวิชาศิลปะหรือวิชาวิทยาศาสตร์เท่านั้น ดังที่ (วิชัย วงษ์ ใหญ่ 2543: 22) ได้กล่าวว่าความคิดสร้างสรรค์สัมพันธ์กับการเรียนรู้และการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสม ถ้าผู้เรียนได้รับการกระตุ้นอย่างถูกวิธีและมีปริมาณที่เหมาะสม เป็นระบบและต่อเนื่อง ความคิดสร้างสรรค์ก็จะเจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ สอดคล้องกับ (อารีพันธ์มณี 2547: 1-2) ว่า ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาได้ด้วย การสอน ฝึกฝนและการปฏิบัติที่ถูกวิธีถ้าส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ตั้งแต่เด็กวัยเยาว์ได้ เท่าใด ก็ยิ่งจะเป็นผลดีมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นช่วงที่เด็กมีจินตนาการสูง ศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของเด็กกําลังพัฒนา หากเด็กวัยนี้ได้รับประสบการณ์หรือกิจกรรมที่เหมาะสมต่อเนื่องกันไป เป็นลําดับ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เท่ากับเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงในวัยต่อมา แต่การศึกษาวิจัยโครงการพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 นั้นการออกแบบกระบวนเรียนรู้และการออกแบบวัดและประเมินผลนั้นยังขาดกระบวนการพัฒนา เครื่องมือวัดและประเมินทักษะทางการคิดที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ในรูปแบบของ Curriculum Embedded Assessment

ดังนั้นผู้วิจัย จึงมีแนวคิดที่จะนําเครื่องมือและกระบวนการที่พัฒนาแล้วนี้ ใช้เป็นแนวทางให้ครูได้ จัดกิจกรรมตลอดจนออกแบบเครื่องมือส่งเสริมและประเมินเพื่อพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเป็นไป ตามสมรรถนะตามหลักสูตรแกนกลางที่สอดคล้องตามตัวชี้วัด ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ในแต่ละบุคคล เพื่อส่งเสริมทักษะ สําหรับเด็กและเยาวชนไทย และมุ่งเน้นการขยายผลจากโรงเรียนที่มีประสบการณ์ไปยังโรงเรียนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนในยุคปัจจุบันในรูปแบบการ Coaching จากโรงเรียนแม่ข่ายสู่โรงเรียนลูกข่ายต่อไป