ในระบบการศึกษาของไทย ภาครัฐมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาหลากหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีด้านการศึกษา งบประมาณอุดหนุนรายหัว หรืองบประมาณสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน ทั้งค่าชุดนักเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน และค่าธรรมเนียมการศึกษา ด้วยระบบการเงินสำหรับการศึกษาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนจึงทำให้เกิดความจำเป็นของเครื่องมือที่จะสามารถสะท้อนภาพรวมของเงินทุนที่หมุนเวียนในภาคการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ หรือ National Education Account (NEA) ของประเทศไทยขึ้น
บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ หรือ National Education Account (NEA) คือ บัญชีการเงินที่แสดงรายจ่าย หรือการไหลเวียนของเงิน (Flow of Funds) ด้านการศึกษาของประเทศ ซึ่งได้รวมรายจ่ายด้านการศึกษาทุกภาคส่วนของประเทศไทย ตั้งแต่ภาครัฐบาล ภาคครัวเรือน ภาคองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รวมไปถึงรายจ่ายด้านการศึกษาที่จัดกลุ่มตามแหล่งที่มาของรายจ่ายว่ามาจากภาครัฐหรือเอกชน ระดับการศึกษา หน่วยงานที่ให้บริการด้านการศึกษา และประเภทกิจกรรมทางการศึกษา
ทำไมเราถึงต้องทำบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ?
บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติทำให้เราทราบถึงรายจ่ายด้านการศึกษาที่แท้จริงของประเทศ และทำให้เกิดตัวชี้วัดรายจ่ายด้านการศึกษาที่สมบูรณ์ จุดเด่นที่สำคัญที่ทำให้ตัวชี้วัดจากบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติแตกต่างกับตัวชี้วัดจากงบประมาณภาครัฐ คือ มีการนำรายจ่ายด้านการศึกษาของภาคเอกชนเข้ามารวมอยู่ด้วย ทำให้ข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษามีความครอบคลุมกว่า ซึ่งภาคเอกชนในที่นี้ประกอบด้วย ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ ภาคองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และภาคส่วนอื่นๆ (Rest of the world)
นอกจากนี้ตัวชี้วัดด้านการศึกษายังเป็นเครื่องมือที่ช่วยแสดงให้เห็นว่า เราใช้จ่ายเงินด้านการศึกษาของประเทศไปมากน้อยเพียงใด ใช้จ่ายอย่างไร และใช้จ่ายไปที่ไหน ซึ่งจากโครงสร้างบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา ทำให้สามารถทราบได้ว่า ประเทศไทยลงทุนกับการศึกษาของเยาวชนในประเทศไปมากน้อยเพียงใด และมีโครงสร้างการลงทุนต่างจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างไร
ประเทศไทยลงทุนด้านการศึกษาน้อยหรือมาก?
เมื่อเปรียบเทียบตัวชี้วัดสัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมแห่งชาติ (GDP) กับตัวชี้วัดรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศในกลุ่ม OECD พบว่า ในปี พ.ศ.2564 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการศึกษารวมต่อ GDP ในสัดส่วนที่ไม่ต่างจากกลุ่มประเทศ OECD มากนัก กล่าวคือ สัดส่วนการลงทุนทางการศึกษาต่อGDP ของไทยอยู่ที่ร้อยละ 4.7 ต่อ GDP ขณะที่รายจ่ายด้านการศึกษารวมต่อ GDP ของกลุ่มประเทศ OECD อยู่ที่ร้อยละ 4.9
แผนภาพที่ 1 สัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษาต่อ GDP จำแนกตามกลุ่มประเทศ

แล้วใครเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนมากกว่า: รัฐ หรือ เอกชน?
จากข้อมูลบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า ภาคเอกชนและรัฐบาลจึงมีบทบาทเป็นผู้จ่ายค่าเล่าเรียนทั้งคู่ แต่บทบาทหลักยังคงอยู่ที่หน่วยงานรัฐเป็นผู้รับผิดชอบมากกว่า
จากข้อมูล ในปี พ.ศ. 2564 ชี้ให้เห็นว่างบประมาณด้านการศึกษาของภาครัฐคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 77 ของรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด ในขณะที่รายจ่ายด้านการศึกษาที่มาจากภาคเอกชนคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 23 เท่านั้นซึ่งนิยามคำว่าภาครัฐบาลในที่นี้ ประกอบด้วยหน่วยงานรัฐบาลส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และนิยามคำว่าภาคเอกชนจะประกอบด้วย ครัวเรือน ธุรกิจเอกชน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และเงินโอนจากต่างประเทศ
ดังแผนภาพที่ 2 ซึ่งแสดงเส้นทางการเคลื่อนย้ายของเงินทุนด้านการศึกษาในรูปแบบของเงินจำนวน
100 บาท โดยสมมุติว่ารายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยมีทั้งหมด 100 บาท เงินจำนวนนี้มีการไหลเวียนในระบบการศึกษาประเทศไทยอย่างไร ระหว่างสถานศึกษารัฐ สถานศึกษาเอกชน ภาคส่วนสนับสนุนการศึกษา เช่น หน่วยงานกำกับสถานศึกษา และกระทรวงที่มีหน่วยงานการศึกษา) และภาคส่วนอื่น ๆ
แผนภาพที่ 2 บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา จำแนกตามรัฐและเอกชน

ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า บทบาทการจัดการศึกษาในประเทศไทยยังคงอยู่ที่ภาครัฐเป็นหลักกว่าร้อยละ 77 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษาที่มาจากภาครัฐน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 88 ของรายจ่ายด้านการศึกษารวม แต่มีสัดส่วนใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งมีการจัดสรรรายจ่ายด้านการศึกษาจากงบประมาณภาครัฐในระดับร้อยละ 73–84
แผนภาพที่ 3 สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษา จำแนกตามกลุ่มประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยมุ่งหวังให้ภาครัฐเป็นกลไกหลักในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ (Education for All) ภาครัฐควรพิจารณาถึงแนวทางหรือมาตรการที่ส่งเสริมให้มีการเพิ่มงบประมาณด้านความเสมอภาคทางการศึกษามากขึ้น ท่ามกลางอุปสรรคและความท้าทายจากบริบทของสังคมสูงอายุและข้อจำกัดในการขยายฐานภาษีของประเทศไทย การสนับสนุนให้ภาคเอกชนและภาคองค์กรแสวงหาผลกำไรเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการศึกษามากขึ้น ก็อาจเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและความตระหนักร่วมต่ออนาคตของประเทศ (All for Education) เพื่อมุ่งไปสู่ระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค มีคุณภาพ และยั่งยืนสำหรับทุกคน

