รัฐบาลจ่ายเงินด้านการศึกษาทั้งหมดเท่าไหร่?
จากข้อมูลในปี 2564 ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาสูงถึง 592,113 ล้านบาท และเมื่อแยกออกเป็นการจัดสรรจากรัฐบาลส่วนกลาง และการบริหารจัดการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะพบว่ารายจ่ายด้านการศึกษาจาก รัฐบาลส่วนกลาง คิดเป็นมูลค่า 494,414 ล้านบาท (ร้อยละ 83) และอยู่ในการกำกับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คิดเป็นมูลค่า 97,699 ล้านบาท (ร้อยละ 17)
เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้น้ำหนักรายจ่ายด้านการศึกษาในระดับประถมศึกษาจากรัฐบาลส่วนกลางมากกว่าท้องถิ่นหรือภูมิภาค ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับโครงสร้างของประเทศอิตาลี หรือ ฝรั่งเศส ในขณะที่กลุ่มประเทศ OECD จะมีการจัดสรรงบประมาณระหว่างรัฐบาลสกลาง ภูมิภาค และรัฐบาลท้องถิ่น แต่ให้บทบาทความสำคัญกับท้องถิ่นในการจัดบริการการศึกษามากกว่ารัฐบาลส่วนกลาง (ร้อยละ 49)
ในขณะที่อีกหลายประเทศที่พัฒนาแล้วที่ไม่มีการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐส่วนกลาง แต่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดสรรงบประมาณเอง เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือ ฟินแลนด์ ซึ่งมีข้อได้เปรียบสำคัญของการให้อำนาจกับท้องถิ่นในการจัดสรรงบประมาณ คือ สามารถตอบสนองต่อความต้องการจัดการศึกษาของชุมชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและมีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับโรงเรียนและชุมชน จึงสามารถประเมินสภาพปัญหาและวางแผนการใช้ทรัพยากรได้ตรงกับบริบทจริงของพื้นที่ ด้วยเหตุนี้การเพิ่มบทบาทของท้องถิ่นในการจัดสรรงบประมาณจึงไม่เพียงช่วยลดภาระของรัฐบาลส่วนกลาง แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษาและการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
แผนภาพที่ 1 สัดส่วนการจัดสรรงบประมาณ จำแนกตามรัฐบาลกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น

แล้วรัฐบาลจ่ายเป็นหมวดอะไรบ้าง?
เวลาเรากล่าวถึงรายจ่ายด้านการศึกษา ไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งก้อนถูกใช้ไปในการจัดการศึกษาโดยตรง แต่จะถูกแบ่งออกตามหมวดประเภทรายจ่ายด้านการศึกษาต่าง ๆ เช่น ค่าบริหารจัดการ ค่าผลิตและพัฒนาครู ค่าลงทุนครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง และอีกมากมาย ดังนั้นการใช้บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาจึงช่วยให้เข้าใจได้ว่า ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการศึกษาในหมวดใดบ้าง
แผนภาพที่ 2 หมวดรายจ่ายทางการศึกษาของประเทศไทย

จากแผนภาพข้างต้นจะเห็นได้ว่า กว่าร้อยละ 61 ของรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด ถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา โดยจ่ายเป็นเงินเดือนครู เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนที่จัดสรรให้สถานศึกษา ได้แก่ อาหารกลางวัน และค่าจัดการเรียนการสอน
ตามมาด้วยอันดับที่ 2 คือ ค่าบริหารจัดการการศึกษา ได้แก่ ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ ค่าตอบแทนผู้บริหาร ค่าวัสดุ และค่าสาธารณูปโภค โดยคิดเป็นร้อยละ 14 ของรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด
อันดับสามคือ หมวดเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ได้แก่ ค่าเครื่องแบบ ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน และเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน โดยคิดเป็นร้อยละ 11.2 ของรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด
อับดับสี่คือการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน ซึ่งหมายถึง รายจ่ายค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง โดยคิดเป็นร้อยละ 6.8 ของรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด อันดับห้าคือรายจ่ายเพื่อทดแทนเงินกู้ยืมและเงินทุนการศึกษา โดยคิดเป็นร้อยละ 2.9 ของรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด ส่วนกิจกรรมอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 4
ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือ รายจ่ายด้านการศึกษาหลักของประเทศไทยคือ รายจ่ายกลุ่มเงินเดือนครูเป็นส่วนใหญ่ ตามมาด้วยค่าบริหารจัดการการศึกษา และตามมาด้วยหมวดค่าใช้สอย แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ด้วยงบประมาณข้างต้นสามารถสนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคสำหรับเยาวชนที่อยู่ในระบบการศึกษาได้มากน้อยเพียงใด
รัฐบาลจ่ายเงินเพื่อเพิ่มความเสมอภาคเท่าไหร่?
แนวคิดเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก ได้แก่ มิติความเสมอภาคในแนวนอน (Horizontal Equity) หมายถึง นักเรียนทุกคนไม่ว่าเพศ เชื้อชาติ สัญชาติใดๆ ก็ได้รับการปฏิบัติจากรัฐเหมือนกัน และมิติที่สองคือ ความเสมอภาคในแนวตั้ง (Vertical Equity) หมายถึง นักเรียนควรได้รับการช่วยเหลือจากรัฐตามความจำเป็นของนักเรียน ซึ่งมีความแตกต่างกัน
การจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศไทยที่ผ่านมา ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มความเสมอภาคแนวนอนเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเกิดจากการตีความนิยามความเสมอภาคหมายถึงความเท่าเทียม เช่น การอุดหนุนเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนให้กับนักเรียนทุกคนไม่ว่าจะมีสถานะร่ำรวยหรือยากจนตามสิทธิ อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอุปสรรคในการคัดกรอง หรือขาดฐานข้อมูลที่สนับสนุนการชี้เป้ากลุ่มสถานศึกษาหรือกลุ่มเยาวชนที่มีความขาดแคลนหรือต้องการการสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษ อาทิ การจัดสรรเงินค่าอาหารกลางวันรายหัว เป็นต้น
แผนภาพที่ 3 สัดส่วนการจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและงบประมาณด้านการศึกษาอื่นๆ

จากข้อมูลบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ ในปีงบประมาณ 2564 พบว่า ประเทศไทยมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษารวมทั้งสิ้น 128,473 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.7 ของงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.7 ของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นข่าวดีว่า แม้ว่ารายจ่ายด้านการศึกษาโดยรวมจะมีแนวโน้มลดลง แต่สัดส่วนของงบประมาณที่มุ่งสร้างความเสมอภาคกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความพยายามของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ซึ่งลักษณะโครงการที่เข้าข่ายการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ได้แก่ เงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน เป็นต้น
ทั้งนี้แนวโน้มดังกล่าวเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเชิงระบบเพื่อให้กลไกการจัดสรรงบประมาณมีความเฉพาะเจาะจงและตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะต่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ในส่วนสุดท้ายนี้จะเห็นได้ว่า การจัดทำบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติเป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายและการลงทุนทางการศึกษาของประเทศไม่น้อย ซึ่งแนวทางการดำเนินการทั้งในส่วนการให้น้ำหนักความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำหนดนโยบายทางการศึกษาอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ควรแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกัน และรวมไปถึงการสนับสนุนให้เกิดแนวทางการสร้างความเสมอภาคแนวตั้งให้เกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นในบทส่งท้ายนี้จึงทิ้งท้ายข้อเสนอแนะไว้ 2 ประการ กล่าวคือ
- รัฐบาลสามารถเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในแนวตั้งได้มากขึ้น โดยการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับหน่วยงานที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ให้สามารถดำเนินการเพื่อสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่เปราะบาง อาทิเช่น เยาวชนผู้ยากจน เยาวชนผู้พิการ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส รวมถึงการดูแลนักเรียนที่หลุดออกกลางคันหรืออยู่นอกระบบการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพและทักษะที่จำเป็น และการส่งเสริมให้ระบบการศึกษาไทยพัฒนาไปสู่การศึกษาแบบเรียนร่วมได้ในอนาคต อันจะตอบโจทย์การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง
- สนับสนุนภาคองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการเป็นผู้จัดสรรงบประมาณและมีความเข้าใจและตระหนักถึงความสาคัญของการจัดสรรงบประมาณในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักความเสมอภาคแนวตั้ง พัฒนาและเสริมพลังให้ท้องถิ่นมีองค์ความรู้และศักยภาพเพียงพอที่จะริเริ่มโครงการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ตามแนวทางการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education)

