หนึ่งในโจทย์สำคัญของการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา คือ การสร้าง “พื้นที่และเงื่อนไข” ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน โดย ‘หมอตุ้ย’ สันติพงษ์ ศิลปสมบูรณ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลลำปางหลวง จ.ลำปาง ผู้รับผิดชอบ “โครงการร่วมสร้างชุมชนแห่งโอกาสและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนนอกระบบการศึกษาบนฐานทุนของชุมชนและความร่วมมือระดับท้องถิ่น” ร่วมกับคณะทำงานเทศบาลตำบลลำปางหลวง รวมถึงภาคีเครือข่าย และสถานศึกษาในจังหวัดลำปาง ภายใต้ภารกิจ Thailand Zero Dropout เห็นว่าการสร้างระบบนิเวศเชิงบวก เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เด็กสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษา และคงอยู่บนเส้นทางการพัฒนาที่มั่นคง

ภาพรวมสถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาของจังหวัดลำปางภายใต้โครงการ
‘หมอตุ้ย’ ได้แบ่งกลุ่มเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก คือเด็กทั่วไปที่ไม่มีความน่ากังวล กลุ่มที่สอง คือเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งพยายามจัดหากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมและลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และกลุ่มสุดท้าย คือต้องการลดความเสี่ยงในด้านอื่นๆ โดยการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความสามารถพิเศษ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาระดับที่สูงขึ้นได้อย่างเหมาะสม และปัญหานิเวศเชิงลบที่ก่อให้เกิดพลังเชิงลบต่อครอบครัว โดยเฉพาะ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ซึ่งเป็นรูปแบบครอบครัวที่เด็กและเยาวชนไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่ได้รับการเลี้ยงดูโดยปู่ย่า ตายาย หรือญาติรุ่นอื่น ตลอดจนแรงกดดันจากสังคมที่มักตราหน้าเด็กเมื่อมีการกระทำผิด ปัจจัยเหล่านี้ต่างส่งเสริมกันและกัน ทำให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ระบบนิเวศเชิงบวกคืออะไร?
ระบบนิเวศเชิงบวก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ทางกายภาพ เช่น โรงเรียน วัด สนามฟุตบอล หรือเวทีการแสดงดนตรีและศิลปะเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “คน” ที่เข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้สอน ผู้กำกับดูแล และผู้สร้างแรงสนับสนุนเชิงบวกให้กับเด็กและเยาวชน การที่ชุมชนมีพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และแสดงศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา การรำ การเต้น หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องวินัย การเข้าสังคม และการเคารพผู้อื่นไปพร้อมกัน
“ระบบนิเวศเชิงบวกจึงไม่ใช่แค่การให้ “พื้นที่ปลอดภัย” แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้เด็กค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) เกิดการตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-Awareness) และเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเอง (Self-Control) ซึ่งทั้งหมดนี้จะสะท้อนกลับไปยังครอบครัวและชุมชนอย่างเป็นวงจร”

บทบาทของหน่วยงานและกลไก กสศ.
สิ่งที่ ‘หมอตุ้ย’ และคณะทำงานดำเนินการอยู่ สอดคล้องกับกลไกที่ กสศ. ผลักดันมาโดยตลอด คือการสร้างรูปแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เพื่อให้เด็กที่หลุดจากระบบหรือมีความเสี่ยง สามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้อีกครั้ง การทำงานร่วมกับ กสศ. และภาคส่วนอื่น ๆ เช่น โรงเรียน กองสาธารณสุข อาสาสมัครพัฒนาสังคม รวมถึงองค์กรท้องถิ่น จึงทำให้ระบบนิเวศเชิงบวกเกิดขึ้นจริงในพื้นที่
การมีต้นแบบจากบุคคลและองค์กรท้องถิ่น คือสิ่งที่หมอตุ้ยย้ำว่า จะทำให้เกิดการถ่ายทอดและขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น ๆ การจัดตั้งพื้นที่สร้างสรรค์ การสร้างเครือข่าย และการทำงานเชิงบูรณาการ จึงไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานของระบบที่ยั่งยืน
เด็กดี ครอบครัวดี ชุมชนดี
ในมุมมองของหมอตุ้ย เด็กที่ได้รับการสนับสนุนในระบบนิเวศเชิงบวก จะสะท้อนผลลัพธ์กลับไปที่ครอบครัวและชุมชน ครอบครัวจะเริ่มมีบทบาทในการส่งเสริม พูดคุย และยอมรับลูกหลานมากขึ้น ขณะเดียวกันชุมชนก็จะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา ผ่านการเป็นครูพี่เลี้ยงเป็นผู้สนับสนุนหรือเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษา ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดของ กสศ. ที่ว่า “ใครก็เป็นครูได้”
“หน่วยงานที่เข้ามาในชุนชน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม สามารถเข้ามาทำงานร่วมกันได้เพื่อสร้างกลไกในการจัดการการศึกษาที่ยืดหยุ่นเพื่อชีวิตที่ดี”


กิจกรรมรำดาบ ฟ้อนเล็บ และการเล่นดนตรี จัดขึ้นเพื่อให้เด็กๆ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รู้จักการมีวินัย ฝึกให้มีสมาธิอยู่กับตัวเอง รู้จักการเข้าสังคม การยอมรับผู้อื่น การตรงต่อเวลา เพื่อลดความเสี่ยงด้านอื่น ๆ โดยการที่สอนสิ่งเหล่านี้เพื่อให้เป็นความสามารถพิเศษที่จะนำไปไปเรียนต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้น ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาตนเอง โดยไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน กิจกรรมในลักษณะนี้คือการสร้าง “ ระบบนิเวศนิเวศเชิงบวก ” ที่ลงมือทำร่วมกับชุมชน ครอบครัว ครู และเด็กทุกคนมีส่วนร่วม ส่งผลให้ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและเข้าใจ ส่งเสริมศักยภาพ ช่วยระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในชุมชนไปพร้อมกัน


ความยั่งยืนที่เกิดจากความร่วมมือ
ท้ายที่สุดระบบนิเวศเชิงบวกไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือประชาสังคม
“ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเหล่านี้จะคอยกำกับดูแลกลไกต่าง ๆ ให้เป็นไปตามรูปแบบที่ตั้งไว้ เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่และโอกาสที่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงคณะทำงาน ระบบที่ได้วางรากฐานไว้ยังคงสามารถดำเนินต่อไปได้ ด้วยความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเอง”
ดังนั้น ระบบนิเวศเชิงบวกจึงไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่ยังสร้างฐานรากที่มั่นคงให้ครอบครัวและชุมชนเข้มแข็งขึ้น ซึ่งนี่คือทิศทางที่สอดคล้องกับพันธกิจของ กสศ. ในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง
