เมื่อวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมปฏิบัติการค้นหาผู้ใช้งาน “Used Case” เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จ วิเคราะห์-สังเคราะห์ข้อมูล จุดแข็ง-จุดอ่อน เพื่อการพัฒนาและนำไปสู่การจัดการองค์ความรู้และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย จากโครงการวิจัยเพื่อขยายผลนวัตกรรมการวัดและประเมินการเรียนรู้เพื่อการพัฒนา หรือ “Thai pila” ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ณ โรงแรมเดอะล็อฟท์ รีสอร์ท กรุงเทพฯ



ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการพัฒนานวัตกรรมการประเมินการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสําหรับครูในการนําหลักฐานการเรียนรู้ที่สะท้อนจากผู้เรียนไปใช้ปรับกระบวนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนในชั้นเรียนเป็นรายบุคคลตามเส้นทางการเรียนรู้ภายใต้ Platform for Innovative Learning Assessment in Thailand หรือ “Thai PILA” สนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากข้อมูลการเรียนรู้ในการสนับสนุนชั้นเรียนไทยได้อย่างตรงจุด
Mario Piacentini นักวิเคราะห์อาวุโส องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)หนึ่งในทีมงานผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม PILA กล่าวว่า การศึกษาในประเทศไทยประสบปัญหาเดียวกันกับหลายประเทศทั่วโลก จากการจัดหลักสูตรที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียน ทำให้ผลคะแนนของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ไม่ดีเท่าที่ควร กลายเป็นโจทย์ที่นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม PILA ที่ช่วยให้ผู้สอนสามารถใช้ประเมินผู้เรียนระหว่างทาง และออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่ติดตามผู้เรียนแบบ real-time ทั้งยังช่วยให้ผู้สอนสามารถปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
“PILA ไม่ได้เป็นเพียงชุดของกิจกรรมการเรียนรู้คุณภาพสูง แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูสามารถเลือกกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้มากขึ้น ในขณะที่นักเรียนเรียนรู้ผ่านการทํากิจกรรมใน PILA ครูสามารถสังเกตสิ่งที่นักเรียนแต่ละคนทําจากแดชบอร์ด ครูสามารถติดตามความคืบหน้าของนักเรียนแต่ละคนผ่านกิจกรรม และครูสามารถช่วยให้นักเรียนก้าวหน้าและเอาชนะช่องว่างการเรียนรู้ทั้งหมดในห้องเรียนของประเทศไทย”

Emma Linsemayer นักวิเคราะห์ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
อีกหนึ่งทีมงานผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม PILA เน้นย้ำว่า การมีส่วนร่วมของครูมีความสำคัญมาก ซึ่งครูเป็นศูนย์กลางที่เข้าไปกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้
“PILA เป็นแพลตฟอร์มที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะนำไปใช้ในระดับนานาชาติแล้ว แต่เรายังต้องการพัฒนาตัวแพลตฟอร์มที่สามารถใช้เฉพาะในเมืองไทยให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนไทย โดยผลลัพธ์ที่ฉันต้องการให้ผู้สอนและผู้เรียนได้รับจาก Thai PILA คือแพลตฟอร์มนี้จะเป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นว่า ผู้เรียนไม่ได้รับรู้เพียงแค่พวกเขาได้เรียนรู้อะไร แต่ยังทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง ผ่านเกมที่สร้างการตัดสินใจ ให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะใหม่และการแก้ปัญหา”

ขณะเดียวกัน อัจจิมา อาจองค์ หัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนา Thai PILA กล่าวถึง ความท้าทายสำคัญของทีมผู้พัฒนาไทย คือ การพัฒนาแพลตฟอร์ม Thai PILA ให้เหมาะกับผู้สอน ผู้เรียน และวิชาต่าง ๆ ในชั้นเรียนไทยให้ได้มากที่สุด ซึ่งการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทย ยังมีบางแง่มุมที่แตกต่างกับแบบภาษาอังกฤษ รวมถึงการออกแบบหน้าตาและความรู้สึกของแพลตฟอร์ม (Interface) ที่ทีมผู้พัฒนาไทยยังคงต้องทำตามกลไกของ PILA และต้องปรับปรุงให้ผู้ใช้งานไทยเข้าใจและใช้งานได้จริง
“เกมของ PILA มีเกมที่ดีและน่าสนใจอยู่เยอะ ที่ตอบโจทย์การเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ในรายวิชาภาษาไทย ซึ่งในวิชาภาษาไทยมีทั้ง วรรณคดี พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ใน Tools ตัวกลางยังไม่มีส่วนไหนตอบโจทย์ตรงนี้ เราก็อาจจะต้องพยายามหา Tools ที่ดึงฟีเจอร์พวกนี้ขึ้นมาใช้งานได้ด้วย”

ที่ผ่านมา การลดช่องว่างด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและกลยุทธ์สําคัญด้านหนึ่งของ กสศ. โดยดําเนินการโครงการเพื่อลดช่องว่างด้านผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนากรอบการวัดและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การประเมินสมรรถนะผู้เรียนมาตรฐานสากล เพื่อพัฒนาสถานศึกษาและการพัฒนานวัตกรรมด้านการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้
ผลจากการศึกษานํามาซึ่งข้อค้นพบสําคัญว่า เครื่องมือในการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับนานาชาติเกือบทั้งหมดให้ความสําคัญกับการประเมินผลสัมฤทธิ์ปลายทาง (Summative Evaluation) ทำให้ครูไม่สามารถระบุปัญหาของนักเรียนเป็นรายบุคคลได้ทันเวลาต่อการปรับการเรียนรู้
การประเมินควรมีลักษณะเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) โดยเน้นสนับสนุนให้ครูมีข้อมูลเชิงลึกของผู้เรียนแบบ real-time และสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อปรับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ในเวลาที่เหมาะสม ทั้งยังให้ความสําคัญกับการติดตามการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (VASK) ทั้งในด้านเจตคติ (Values) ทัศนคติ (Attitude) ทักษะ (Skills) และความรู้ (Knowledge)
ปวีณา ฉายศรี ครูผู้ช่วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เขต 2 จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นหนึ่งในครูผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ กล่าวว่า Thai PILA เป็นแพลตฟอร์มทางเลือกใหม่ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนผู้สอนในการประเมินผู้เรียนเพื่อการพัฒนา เนื่องจากแดชบอร์ดจะแสดงผลการประเมินผู้เรียนอย่างละเอียด ทั้งยังทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกไม่กดดันจากการประเมินเหมือนแบบทดสอบที่ผ่านมา
“ครูคิดว่า Thai PILA เป็นแพลตฟอร์มทางเลือกใหม่ให้กับคุณครู ซึ่งนักเรียนจะรู้สึกไม่กดดันเท่ากับการประเมินในกระดาษ เพราะการประเมินในกระดาษทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นการสอบ เขาคิดว่าตัวเขาจะได้คะแนนเยอะไหม แต่ Thai PILA มีแดชบอร์ดที่สามารถวัดผลนักเรียนให้ตัวเขารู้ว่าเขาทำได้ และวัดข้อมูลเป็น Data visualization โดยที่นักเรียนไม่ต้องมานั่งตอบคำถามเหมือนการประเมินแบบเดิม”

การถอดบทเรียนครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนเพื่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจากพื้นที่ตรงกลางของการดําเนินงานระหว่างทีมต่าง ๆ ในไทย โดยเน้นบทบาทการสนับสนุน และหนุนเสริมให้การทํางานของการพัฒนาด้านการเรียนรู้ด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล มุ่งไปสู่การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ และครูมีเครื่องมือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Formative Assessment) ที่เหมาะสมกับบริบทการเรียนรู้ของชั้นเรียนไทย เพื่อเป็นจุดประกายการขับเคลื่อนเพื่อปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยให้เป็นพลเมืองคุณภาพของโลกอนาคตที่กําลังจะมาถึง และทุนมนุษย์ที่จําเป็นต่อการพัฒนาประเทศต่อไป
