เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) และ สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเวทีแลกเปลี่ยนภายใต้ “โครงการศึกษาสถานการณ์ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในประเทศไทย” ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เพื่อทำความเข้าใจถึงปัจจัยเชิงระบบที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ บทบาทหน้าที่ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความหลากหลายของบริบทปัญหาของผู้เรียน รวมถึงการรวบรวมองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมในปัจจุบัน เพื่อต่อยอดการพัฒนาโจทย์วิจัยและหาแนวทางแก้ไขในลำดับต่อไป
รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการทำงานวิจัยในประเด็นดังกล่าว ซึ่งงานวิจัยในอดีตมีการเปิดเผยถึงสาเหตุของประเด็นปัญหาในหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ วัฒนธรรมและภาษาถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงมาตรฐานการเรียนการสอน แต่ปัญหายังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างตรงจุดและยั่งยืน เวทีนี้จึงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาแนวทางการแก้ไขร่วมกันกับภาคีเครือข่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
“งานวิจัยเรื่องนี้ทำกันมานาน แต่ทำไมปัญหานี้ยังอยู่ ในรายงานการประชุมวิชาการตั้งแต่ปี 2538 ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ก็เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึง ในงานวิจัยพูดถึงสาเหตุหลาย ๆ เรื่อง เช่น ปัญหาสุขภาพ เรื่องวัฒนธรรม ภาษา กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงการเรียนการสอนก็มีการถกเถียงกันว่า การอ่านแบบสะกดคำกับการอ่านแบบภาพ แบบไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน และเรื่องสุดท้าย เราได้คุยกับนักวิจัยทางสถาปัตย์ พูดถึงเรื่องการออกแบบสื่อซึ่งก็เป็นอุปสรรคในการเรียนของเด็กเช่นกัน ในความซับซ้อนนี้อาจจะต้องมีการแลกเปลี่ยน เชิญเครือข่ายต่าง ๆ มาพบปะพูดคุยกัน สะท้อนประเด็นความท้าทายที่เราต้องหาทางร่วมกัน”

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ คณะกรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบระบุว่า ในฐานะครู พบกับสถานการณ์อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ตั้งแต่ทำงานปีแรก ๆ ซึ่งเป็นความท้าทายของครูผู้สอนที่ต้องทำหน้าที่เตรียมความพร้อม ประเมินเด็กนักเรียน พัฒนาให้เด็กนักเรียนอ่านออกเขียนได้ ซึ่งมีปัจจัยหลายส่วนประกอบกัน ทั้งการเรียนการสอนในห้องเรียน ครอบครัว ชุมชน และตัวเด็กเอง ซึ่งเชื่อว่า ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในปัจจุบัน จะมีส่วนช่วยในการแก้ไขได้ทันท่วงที

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มีมานาน และมีความพยายามแก้ปัญหามาหลากหลายรูปแบบ โดยวางแผนขับเคลื่อนให้เหมาะกับวิถีและความต้องการของแต่ละบริบทโรงเรียน ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาแก้ไขปัญหา และสามารถเผยแพร่ใช้งานได้ต่อเนื่อง
“ตอนนี้การแก้ปัญหาเรื่องเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว เราพยายามจะขับเคลื่อนให้เหมาะกับวิถีและความต้องการของแต่ละโรงเรียน ปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ค่อนข้างชัดเจน ครูสอนเด็ก แต่พอกลับไปบ้านพ่อแม่สอนไม่ได้ บางคนบกพร่องทางการใช้ภาษาหรือการพูด บางคนมาโรงเรียนเกือบปีแทบไม่พูดก็มี ตัวอย่างการขับเคลื่อนในโครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตัวเอง หรือ TSQM เช่น จังหวัดลำปางขับเคลื่อน TSQM ทั้งจังหวัด การวัดผลนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 เรื่องอ่านออกเขียนได้ พบว่า มีแนวโน้มดีขึ้น โดยมองผ่าน 4 ลักษณะของการวัดผล เทียบกับปี 2567 ปรากฏว่า การอ่านออกเสียงสูงขึ้นจาก 80% เป็น 92% อ่านรู้เรื่องหรืออ่านจบแล้วมาเล่าให้ฟังตรงประเด็นจาก 65% เป็น 92% การเขียน การวางสระพยัญชนะให้ถูกดีขึ้นจาก 63% เป็น 77% และการเขียนประโยค ดีขึ้น จาก 70% เป็น 85% อีกตัวอย่าง คือ จังหวัดนราธิวาสมุ่งเน้นทั้งจังหวัดเหมือนกัน วัดผลแบบภาพรวมอยู่ที่ 68% ค่าเฉลี่ยดีกว่าระดับจังหวัดที่ 65% แต่ยังต่ำกว่าระดับประเทศที่ 78% เป็นความท้าทายที่เราต้องทำงานเรื่องนี้กันต่อ”

ด้าน ผศ.ดร.พรธิดา วิเศษศิลปานนท์ หัวหน้าโครงการกล่าวว่า โครงการนี้อยู่ในช่วงกระบวนการเริ่มต้น จึงเชิญชวนภาคีเครือข่ายมาร่วมสะท้อนปัญหา ความท้าทาย และทบทวนต้นทุนการทำงานที่มีอยู่เดิม เพื่อให้ทีมวิจัยสกัดนำความรู้ออกมาสังเคราะห์ โดยเฉพาะมุมมองในระดับนโยบาย กลไกการขับเคลื่อน ชั้นเรียน ครอบครัว หรือตัวเด็ก แม้ทุกฝ่ายจะร่วมกันแก้ปัญหานี้มา 20 ปีแล้ว แต่สภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป บริบทเปลี่ยน โลกเคลื่อนสู่ดิจิทัล จึงต้องเปิดเวทีหารือกันอีกครั้งว่า การพัฒนาเด็กเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อ่านออกเขียนได้ควรมีทิศทางอย่างไร

ทั้งนี้ การประชุมแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนออกเป็น 4 ประเด็น แต่ละกลุ่มได้รับโจทย์ที่แตกต่างกัน
กลุ่มที่ 1 ประเด็นภาพรวมข้อมูลการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็กและเยาวชนไทย ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้การดำเนินการขาดความต่อเนื่องและยั่งยืนมาจาก 4 ส่วน คือ ตัวเด็ก โรงเรียน ครอบครัว และนโยบาย พบว่า เด็กนักเรียนมีความหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กชายขอบที่นิยมใช้ภาษาถิ่นมากกว่า มีผลต่อการอ่านออกเขียนได้อย่างยิ่ง ส่วนโรงเรียนมองว่า ครูผู้สอนต้องจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวัน ยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับเนื้อหามากเกินไป ตัวชี้วัดต้องสะท้อนเด็กได้จริง ความพร้อมของฐานะทางบ้านก็สำคัญ สอดคล้องไปกับทักษะการเรียนรู้ของผู้ปกครอง ทั้งยังมองว่า นโยบายระดับประเทศต้องส่งเสริมให้เกิดการอ่านและเขียนอย่างยั่งยืน มีหนังสือคุณภาพ หลากหลาย มีแหล่งเรียนรู้ในชุมชน
กลุ่มที่ 2 ประเด็นปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จากปัจจัยหลักสูตรและระบบการศึกษา ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันโครงสร้างหลักสูตรมีกลุ่มสาระมากเกินไป ครูหนึ่งคนรับผิดชอบหลายกลุ่มวิชา สร้างความกังวลใจให้กับครูผู้สอน ทั้งยังพบว่า โรงเรียนหลายแห่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีการสอนคละชั้นเรียน ศักยภาพของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน บางครั้งตัวครูก็บริหารจัดการความหลากหลายตรงนี้ได้ยาก ส่วนระดับนโยบายพบว่า ผู้บริหารยังขาดความเข้าใจ รับคำสั่งจากบนลงล่างโดยไม่ได้คำนึงถึงภาระหน้าที่ของครู โดยมีการเสนอให้ปรับแผนการเรียนการสอนที่ลดทอนรายละเอียดปลีกย่อย ลดกระบวนการที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ครูต้องมีทักษะประยุกต์การเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย รวมไปถึงความต่อเนื่องของการบูรณาการร่วมกันระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันยังแยกส่วนกัน
กลุ่มที่ 3 ประเด็นปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จากปัจจัยชาติพันธุ์ สังคม และวัฒนธรรม ระบุว่า เด็กชายขอบโดยส่วนใหญ่มีปัญหาฐานะยากจน ทำให้บางครั้งเด็กกลุ่มนี้ต้องหยุดเรียน พบว่า โรงเรียนในเขตพื้นที่ห่างไกล ครูหนึ่งคนต้องทำหน้าที่หลายอย่างไปจนถึงคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้เฉพาะด้าน (Learning Disabilities: LD) ด้านครอบครัว พบว่า มีพ่อแม่ที่ไม่รู้หนังสือ บางบ้านพ่อแม่ไม่ได้รับหน้าที่ดูแลเด็กเป็นหลัก อยู่กับปู่ย่าตายาย กลับบ้านไปผู้สูงอายุสอนการบ้านไม่ได้ ทั้งยังมีเรื่องย้ายเด็กเข้ามาเรียนกลางเทอม โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเกี่ยวกับภาษาถิ่นและสำเนียงที่ใช้ในการสื่อสาร ส่วนของครูผู้สอนบางครั้งครูจบไม่ตรงสายแต่ต้องสอนให้ได้ โดยเสนอแนวทางแก้ปัญหาโดยนวัตกรรม “บันได 4 ขั้น” ปูทางตั้งแต่เด็กระดับชั้นอนุบาล ทั้งยังเรียกร้องให้หน่วยงานผู้กำหนดนโยบาย “คืนครูสู่ห้องเรียน” ให้ครูได้สอนอย่างเต็มที่ ลดภาระงานอื่น ๆ และจัดทำหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบท
กลุ่มที่ 4 ประเด็นปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จากปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งในกลุ่มนี้ให้ความเห็นร่วมกันในด้านปัจจัยสุขภาพที่ส่งผลต่อการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเยาวชน พบว่า ปัญหาเรื่องพัฒนาการล้วนส่งผลต่อเนื่องมายังวัยเรียนจนถึงระดับประถมศึกษา ตั้งแต่ปัญหาด้านโภชนาการ การมองเห็น การได้ยิน ความพร้อมของกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เหล่านี้เป็นข้อมูลด้านสาธารณสุขที่มีหน่วยงานจากกรมอนามัยเป็นผู้คัดกรองไว้อยู่แล้ว หากแต่ข้อมูลไม่ได้ถูกส่งต่อมายังกระทรวงศึกษาธิการ ครูผู้สอนจึงไม่รู้ภูมิหลังของเด็ก ยังขาดการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน หากได้รับข้อมูลตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้เหมาะสมมากขึ้น เรื่องความบกพร่องทางพัฒนาการในวัยเรียนที่เจอบ่อย ๆ ได้แก่ โรคสมาธิสั้น โดยเฉพาะสมาธิสั้นชนิดเหม่อลอย และเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้เฉพาะด้าน หรือ LD กลุ่มนี้ภาพรวมเหมือนเด็กปกติ หลายครั้งจึงมาพบหมอล่าช้าเกินไป มาด้วยความรู้สึกซึมเศร้า กังวลใจ ไม่อยากเรียน เพราะถูกเข้าใจผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ประเด็นปัญหานี้ผู้ปกครองต้องมีส่วนช่วยโดยการปรับวิธีคิด ไม่ตีตราว่า ลูก ๆ ผิดปกติ คอยติดตามผลร่วมกัน
แต่ละสถานศึกษายังต้องเผชิญกับปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเยาวชน ซึ่งพบว่ามีหลายปัจจัยทับซ้อนกันอยู่ ทั้งประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ สื่อการเรียนการสอน นโยบายจากส่วนกลาง การบริหารจากทุกระดับ รวมไปถึงสุขภาวะของเด็ก การเลี้ยงดูจากครอบครัว และฐานะทางสังคม สิ่งสำคัญ คือการสื่อสารภายในองค์กรและการสื่อสารระหว่างองค์กรที่เป็นองค์กรด้านการพัฒนาการศึกษาโดยตรง จะมองเรื่องการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้กับเด็กอย่างไร ซึ่งวิธีคิดเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมโดยแท้จริง





