Insight Movement

โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลของชุมชน โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 ที่อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิสิตระดับบัณฑิศึกษา สาขาวิชาพัฒนศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จัดการเสวนาโครงการพัฒนวิพากษ์ ครั้งที่ 2 เรื่อง โรงเรียนขนาดเล็ก…โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการศึกษาไทย โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและนักวิชาการอิสระ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) และนายนิรุตติ์ หนักเพ็ชร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลอำเภอปากพลี ร่วมในการเสวนา และคณาจารย์ นิสิต คณะครุศาสตร์ ผู้สนใจเข้าร่วม

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า โจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโจทย์ที่มีความซับซ้อน และถือเป็นโจทย์สำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ กสศ. พยายามวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตีโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กให้เห็นภาพ และแนวทางการปฏิรูปเชิงระบบที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนกระบวนการวิจัยเชิงระบบที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และสอดคล้องกับกำลังของ กสศ. ที่มีงบประมาณจำกัดเพียง 0.5% ของงบประมาณในระบบการศึกษา เราจึงกำหนดโจทย์การทำงานไปที่กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลของชุมชน (Small Protected School) ที่ไม่สามารถยุบและควบรวมได้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE) พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนต่อโรงเรียน และมีระยะห่างจากโรงเรียนข้างเคียงที่ใกล้ที่สุดไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตรอยู่จำนวน 1,594 โรง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลบนดอย เกาะแก่ง และปัจจุบันโรงเรียนกลุ่มนี้ทั่วประเทศจัดการศึกษาให้นักเรียนอยู่ราว 100,000 คน ดังนั้นหากมีการยุบและควบรวมโรงเรียนกลุ่มนี้จะทำให้เด็กเยาวชนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนกลุ่มนี้ต้องเดินทางไปโรงเรียนข้างเคียงด้วยระยะทางที่ไกลกว่า 10-20 กิโลเมตร

กสศ. จึงใช้กระบวนการวิจัยเชิงระบบเพื่อกำหนดโจทย์การทำงานที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาของโรงเรียน Protected School เหล่านี้ให้สามารถยืนหยัดจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กเยาวชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 3 โจทย์ย่อย ได้แก่ การแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ การจัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาคและนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน

1. การแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Reform) กสศ. ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ Information system for Equitable Education หรือ iSEE ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ทุกคนเห็นสภาพปัญหาที่จริง ชี้พิกัดในแผนที่ให้เห็นชัดว่าโรงเรียน 1,594 โรงที่ต้องการการคุ้มครองนี้อยู่จังหวัดใด และอยู่ระหว่างการพัฒนาขั้นตอนวิธี (Algorithm) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและปัจจัยสภาพแวดล้อมในมิติต่างๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากระยะห่างระหว่างโรงเรียน เพื่อช่วยค้นหาโรงเรียน Protected School ที่ไม่สามารถยุบและควบรวมได้ที่ครอบคลุมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อาทิเช่น ข้อมูลระยะทางจากบ้าน-โรงเรียน, ภูมิสารสนเทศ ชุมชน มานุษยวิทยาสังคม ฯลฯ เพื่อให้เข้าใจสภาพปัญหาแท้จริงของครอบครัว ของครู ของเด็กและครอบครัว รวมทั้งใช้พัฒนามาตรการสนับสนุนโรงเรียน Protected School ให้สามารถจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพได้อย่างเสมอภาคทัดเทียมกับโรงเรียนขนาดกลางทั่วไป

2. การจัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาค (Equity-based Budgeting) ปัจจุบันโรงเรียน Protected School ได้รับการจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ด้วยสูตรการจัดสรรเงินเดียวกับโรงเรียนปกติทั่วไปในประเทศไทยตามสูตรการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2 ส่วนคือเงินอุดหนุนรายหัว และงบเรียนฟรี 15 ปี ที่แปรผันตามจำนวนหัวนักเรียนและระดับการศึกษา โดยมีเงินงบประมาณเพิ่มเติม (Top-up) ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็ก 500-1,000 บาท/คน/ปี อยู่เล็กน้อย

สูตรจัดสรรเงินในลักษณะนี้จะทำให้โรงเรียนที่มีจำนวนตัวคูณหัวนักเรียนต่ำเกิดปัญหาจากการไม่ประหยัดต่อขนาด (Lack of Economies of Scale) เนื่องจากโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายพื้นฐานในการจัดการศึกษา แทบไม่แตกต่างจากการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก 150 หรือ เกือบ 200 คน เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าวัสดุอุปกรณ์ทั้งทางกายภาพ และสำหรับใช้จัดการเรียนการสอนหรือแม้แต่ค่าจ้างครู แต่การมีจำนวนนักเรียนที่น้อยกว่าโรงเรียนขนาดกลางอยู่ราว 25-50% ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ แม้จะมีการเพิ่มอัตรางบประมาณอุดหนุนรายหัว (Top-up) ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กแต่ก็ยังเป็นจำนวนที่ไม่พอสำหรับการปิดช่องว่าจากปัญหาการไม่ประหยัดต่อขนาดนี้ได้ ดังแสดงตามรูปภาพ โครงสร้างต้นทุนในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพนั้นไม่ได้มีลักษณะเป็นเชิงเส้น (non-linear) ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาจะยิ่งเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยลงหากโรงเรียนยิ่งมีนักเรียนเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากเส้นที่มีความชันน้อยลงเรื่อยๆ แต่การอุดหนุนงบประมาณเป็นไปในอัตราที่เพิ่มขึ้นคงที่ (linear) ซึ่งทำให้โรงเรียนที่ยิ่งขนาดเล็กมีแนวโน้มที่ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้

ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณด้วยสูตรการจัดสรรเดียวกันนี้ก็จะมีงบประมาณเหลือพอจากการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) และสามารถนำงบประมาณดังกล่าวไปลงทุน จัดหา และจ้างบุคลากรเสริมคุณภาพการจัดการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ปัญหาความไม่สมมาตรการของโครงสร้างต้นทุนและสูตรการจัดสรรเงินดังกล่าวนี้ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพและความเสมอภาคในการจัดการศึกษาระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ และยังทำให้เห็นได้ว่าการปฏิรูปแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทยสามารถทำได้โดยการจัดสรรงบประมาณด้วยหลักความเสมอภาค (Equity-based Budgeting) โดยการมีสูตรการจัดสรรงบประมาณที่สามารถโยกทรัพยากรจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง (Redistribution) โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำ ทั้งทรัพยากรที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน

3. นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ด้วยสภาพความจำเป็นพิเศษ ทั้งข้อจำกัดทั้งในด้านทรัพยากรบุคลากรและความด้อยโอกาสของผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กเยาวชนในโรงเรียนขนาดเล็กจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมในการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ 2 นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติได้แก่การจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น (Multi-age Classroom) และ Teaching at the Right Level (TaRL) ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากร กำลังคน และสภาพแวดล้อมสาธารณูปโภคที่มีอยู่อย่างจำกัดในโรงเรียนขนาดเล็กนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งสามารถจัดการศึกษาได้สอดคล้องต่อความต้องการและศักยภาพของผู้เรียนได้เป็นรายบุคคล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน

การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กต้องเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน และนำเอาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เห็นสภาพปัญหาอย่างแท้จริง กสศ. อยากชักชวนให้มองปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถควบรวมได้อีกนับพันแห่ง การแก้ปัญหาในส่วนนี้มีอีกหลายวิธีการตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปตามหลักความเสมอภาคมากขึ้น และสร้างความเสมอภาคทางคุณภาพการศึกษาผ่านการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างยั่งยืน

related post

วันหนึ่งในภาคสนามของ ‘นักทัศนมาตร’ คืนโลกในดวงตาให้เด็กๆ อีกครั้ง

สายตาคือสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ ปัญหาทางสายตามีผลกระทบต่อการศึกษาและหน้าที่การงานในอนาคต ‘นักทัศนมาตร’ จึงมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ คัดกรอง และให้คำแนะนำ

จาก “ไฮสโคป” สู่ “School Readiness” เครื่องมือ สร้างความพร้อมเด็กอนุบาล สู่พลเมืองที่ “คิดเป็น”

จาก “ไฮสโคป” สู่ “School Readiness” เครื่องมือ สร้างความพร้อมเด็กอนุบาล สู่พลเมืองที่“คิดเป็น” เสียงเจื้อยแจ้ว เด็กน้อยเดินแถวเรียงหนึ่ง ไปตามถนนในหมู่บ้าน มุ่งหน้าท้องนาเขียวขจี ในสัปดาห์นี้ เด็กๆ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลหนองตอกแป้น เรียนรู้เรื่อง “ข้าว” เด็กๆ จึงได้ออกมาเรียนรู้ทำกิจกรรมนอกห้องเรียนอย่างมีความสุข

ศธ.ร่วมกับยูเนสโกเปิดตัวสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก ประจำปี 2563

กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับองค์การยูเนสโกเปิดตัวสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก ประจำปี 2563 ระดับชาติ เรื่อง ความครอบคลุมและการศึกษา: ทั้งหมดหมายถึงทุกคน
เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2563 กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับองค์การยูเนสโกเปิดตัวสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก โดยรายงานดังกล่าว แสดงข้อมูลสถานการณ์ด้านการศึกษา ความท้าทายเชิงนโยบายในการสร้างการศึกษาที่ครอบคลุม และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อสร้างการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นเป้าหมายที่ 4 ที่ต้องบรรลุภายในปี 2030