Movement

หนทางการศึกษาในทศวรรษหน้า หลังผ่านพ้น COVID-19

การส่งเสริมให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาค เป็นพันธกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกันทำให้บรรลุผล การจัดให้มีการศึกษาเพื่อประชาชนทุกคน (Education for All) เป็นเป้าหมายสำคัญที่นานาประเทศตกลงร่วมกันในปฏิญญาจอมเทียน พ.ศ. 2533 ซึ่งส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลดลงอย่างมากตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี การแพร่ระบาดของ COVID-19 อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาปัจจุบัน ทำให้แผนการในทศวรรษที่สามหรือทศวรรษ 2020 จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์

วิถีใหม่ของการศึกษาจำเป็นต้องพิจารณาทั้งในช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของ COVID-19 และหลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดไปแล้ว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงระหว่างการแพร่ระบาด ได้เกิดผลกระทบต่อการศึกษาอย่างรุนแรง นักเรียนจำนวนมากที่เดิมเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ก่อนแล้ว ต้องถูกซ้ำเติมและขยายบาดแผลความเหลื่อมล้ำมากขึ้นไปอีก กระทั่งนักเรียนที่อาจมีภูมิหลังค่อนข้างดีก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบไปได้เช่นกัน

ดังนั้น ในระหว่างการแพร่ระบาดนี้จำเป็นต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยาด้วยงบประมาณฉุกเฉิน หรือการระดมเงินบริจาค ทั้งยังจำเป็นต้องคำนึงถึงความยั่งยืนหลังผ่านพ้นวิกฤตการณ์ไปแล้วด้วย ดังที่ ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวไว้ว่า

“ระบบการศึกษาและสังคมจึงควรให้ความสำคัญกับการคิดค้น (re-imagine) ระบบการคุ้มครองทางสังคม (social protection) กันใหม่อย่างเป็นระบบ และใช้โอกาสนี้ในการลงทุน ปฏิรูป (reform) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้สังคมไทยมีความพร้อมในการสู้กับวิกฤติได้ ทั้งในวันนี้และในวันหน้าอย่างยั่งยืน”

ดร.ไกรยส เสนอว่า การจะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีการสร้างระบบการคุ้มครองทางสังคมในระบบการศึกษา (Social Protection in Education System) ใน 5 มิติ 

1. สร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเสมอภาค

“ปัจจุบันเราสนับสนุนอาหารกลางวันเพียง 200 วันต่อปี ให้แก่เด็กอนุบาลถึง ป.6 เท่านั้น ยังมีเด็ก ม.ต้น และ ม.ปลาย อีกหลายล้านคนที่ยังไม่มีอาหารกลางวันกินที่โรงเรียน และยังมีอีก 165 วัน ที่เด็กและเยาวชนด้อยโอกาสหลายล้านคนยังไม่มีความมั่นคงทางอาหารในชีวิตของตนและครอบครัว”

2. ความมั่นคงของสถาบันครอบครัว (Family Security) 

“ปัจจุบันครอบครัวที่มีรายได้น้อย จำนวนกว่าร้อยละ 40 เป็นครอบครัวแหว่งกลาง พ่อแม่แยกทางกัน ทำให้เด็กและเยาวชนราว 1 ล้านคน กำลังเติบโตขึ้นมาโดยขาดความมั่นคงในสถาบันครอบครัว”

3. ความพร้อมและความปลอดภัยในการเดินทางไปโรงเรียนของนักเรียน (Travel Security) 

“ปัจจุบันเด็กและเยาวชนเกือบ 2 ล้านคน ไม่มีพาหนะที่ปลอดภัยและค่าใช้จ่ายที่เพียงพอในการเดินทางไปโรงเรียน ทำให้มีเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา และประสบอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางไปโรงเรียนดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นระยะๆ”

4. ความพร้อมและความปลอดภัยของสถานศึกษาและครู (School Security) 

“การจัดการศึกษาต้องมีความปลอดภัยทั้งในเชิงกายภาพ ต้องมีการป้องกันความรุนแรงในโรงเรียน และความพร้อมของผู้บริหารและครูในการจัดการศึกษาตามมาตรฐานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการจัดการศึกษาแก่ผู้พิการหรือผู้ด้อยโอกาสประเภทต่างๆ ภายใต้สถานการณ์อย่าง COVID-19”

5. ความพร้อมของชุมชนท้องถิ่น (Community Security) 

“บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้พวกเรายิ่งเห็นความสำคัญของชุมชนท้องถิ่น ดังภูมิปัญญาของชาวแอฟริกาที่ว่า ‘It takes a village to raise a child’ [ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านเพื่อเลี้ยงเด็กหนึ่งคน] ความเข้มแข็งและความร่วมมือร่วมใจของชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสนับสนุนสถาบันครอบครัวและสถานศึกษา ในการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคมในระบบการศึกษาทุกด้าน ‘ตู้ปันสุข’ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ทุกคนในชุมชนและสังคมล้วนมีส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเสมอภาคทางการศึกษา ขาดใครไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว”

สุดท้ายนี้ ดร.ไกรยศ เห็นว่า หากสามารถสร้างระบบการคุ้มครองทางสังคมในระบบการศึกษาทั้ง 5 มิตินี้ขึ้นมาได้ จะเกิดผลดีต่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตลอดจนถึงคุณภาพของการศึกษา ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในหรือนอกระบบการศึกษา วัยเรียนหรือวัยทำงาน และยังกล่าวเพิ่มว่า การศึกษาหลัง COVID-19 จำต้องมีการสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสให้มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เพื่อทำลายข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ และให้การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา 

และเมื่อนั้น “ความจำเป็นในการพึ่งพามาตรการกู้วิกฤติในภาวะฉุกเฉินอย่างที่ผ่านมาก็จะลดลง ระยะเวลาที่ใช้ในการกลับสู่ภาวะปกติก็จะลดลง เพราะสังคมไทยจะมี ภูมิคุ้มกัน (resilient) เพื่อสู้วิกฤติทั้งในรอบนี้และรอบหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

อ้างอิง

related post

หนทางการศึกษาในทศวรรษหน้า หลังผ่านพ้น COVID-19

“การจะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีการสร้างระบบการคุ้มครองทางสังคมในระบบการศึกษา (Social Protection in Education System)” ดร.ไกรยส ภัทราวาท

‘ไร่ส้มวิทยา’ ความรู้กินได้ ในโรงเรียนเล็กๆ ของเด็กชายขอบ 

เด็กๆ ในศูนย์การเรียนล้วนเป็นชนชาติพันธุ์ ทั้งภาษา อายุ และการใช้ชีวิต ล้วนเป็นอุปสรรคของการศึกษา นี่คือโจทย์สำคัญของไร่ส้มวิทยา จ.เชียงใหม่

ขจัดอุปสรรคการเรียนออนไลน์ในยุค COVID-19

ด้วยสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 หนึ่งในปัญหาที่ตามมาพร้อมกับการศึกษาระยะไกลก็คือ ความบกพร่องทางกระบวนการเรียนรู้อย่างที่ควรจะเป็น